วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม 2569

Login
Login

ถ้าภาษีเลือกปลายทางได้? เจาะ 'Hometown Tax' โมเดลญี่ปุ่นที่ไทยสนใจ

จะดีไหม ถ้าเราสามารถเลือกปลายทางของภาษีที่จ่ายได้ ชวนทำความรู้จัก Hometown Tax หรือภาษีบ้านเกิดของญี่ปุ่น ที่ประชาชนเลือกบริจาคเงินให้ท้องถิ่นเอง แถมยังได้ของขวัญจากท้องถิ่นเป็นการตอบแทนด้วย

ในวันที่คนทำงานจำนวนมากต้องย้ายจากบ้านเกิดเข้าสู่กรุงเทพฯ และเมืองเศรษฐกิจเพื่อหาโอกาสทางการศึกษาและการทำงาน คำถามหนึ่งจึงน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ ว่า ถ้าภาษีที่เราจ่ายทุกปีสามารถเลือกได้ว่าจะให้ส่วนหนึ่งกลับไปพัฒนาบ้านเกิด จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบทได้หรือไม่

แนวคิดดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ในต่างประเทศ ญี่ปุ่น มีระบบที่เรียกว่า Furusato Nozei หรือ "Hometown Tax" เปิดให้ประชาชนบริจาคเงินให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตนเองเลือก แม้จะไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้น โดยเงินบริจาคส่วนหนึ่งสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และผู้บริจาคยังอาจได้รับของตอบแทนจากท้องถิ่นอีกด้วย

ล่าสุดแนวคิด “ภาษีบ้านเกิด” กลับมาได้รับความสนใจในไทยอีกครั้ง หลังมีการพูดถึงการศึกษารูปแบบ Hometown Tax เพื่อเป็นเครื่องมือกระจายความมั่งคั่งจากเมืองศูนย์กลางไปสู่ภูมิภาค

จาก “ภาษีที่ต้องจ่าย” สู่ “เงินที่เลือกปลายทางได้”

หัวใจของ Hometown Tax ญี่ปุ่นอยู่ที่การเปลี่ยนมุมมองต่อภาษี จากเดิมที่ผู้เสียภาษีแทบไม่มีทางเลือกว่ารายได้ภาษีจะถูกนำไปใช้ที่ใด มาเป็นระบบที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนเลือกสนับสนุนท้องถิ่นที่ตนเองมีความผูกพันหรืออยากเห็นการพัฒนา

ระบบเริ่มใช้ในปี 2551 ท่ามกลางปัญหาประชากรย้ายออกจากชนบทเข้าสู่เมืองใหญ่ ทำให้ฐานภาษีของหลายพื้นที่ลดลง ขณะที่ภาระในการจัดบริการสาธารณะยังคงอยู่ ธนาคารแห่งประเทศไทยเคยศึกษาโมเดลนี้และชี้ว่า กลไกดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญในการเพิ่มรายได้ให้ท้องถิ่นและลดช่องว่างระหว่างเมืองหลักกับเมืองรอง

อย่างไรก็ตาม คำว่า “Hometown Tax” อาจทำให้เข้าใจผิดได้หากคิดว่าเป็นการนำภาษีเดิมไปแบ่งให้จังหวัดตามใจผู้เสียภาษีทั้งหมด ในทางปฏิบัติของญี่ปุ่นผู้เสียภาษีจะทำในรูปแบบ การบริจาคให้ท้องถิ่น แล้วได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้เงื่อนไขและเพดานที่กำหนด

สำหรับผู้มีสิทธิ์ทั่วไป เงินบริจาคส่วนที่เกิน 2,000 เยนสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้และภาษีผู้อยู่อาศัยได้ภายในวงเงินที่กฎหมายกำหนด ดังนั้นจึงไม่ใช่การ “จ่ายภาษีเพิ่ม” โดยตรง แต่เป็นกลไกที่ทำให้ประชาชนสามารถโยกส่วนหนึ่งของภาระภาษีไปสนับสนุนเทศบาลหรือจังหวัดที่เลือกได้

จุดขายสำคัญคือ “ของตอบแทนจากท้องถิ่น”

สิ่งที่ทำให้ระบบญี่ปุ่น ได้รับความนิยมอย่างมากคือ ผู้บริจาคไม่ได้เพียงรู้สึกว่ากำลังช่วยบ้านเกิด แต่ยังได้รับ “ของตอบแทน” หรือ return gift จากท้องถิ่น เช่น อาหาร ผลผลิตทางการเกษตร สินค้าชุมชน หรือผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันกฎของญี่ปุ่นกำหนดให้ต้นทุนจัดหาของตอบแทนต้องไม่เกิน 30% ของยอดบริจาค และยังควบคุมค่าใช้จ่ายในการระดมเงินโดยรวมด้วย

ขนาดของระบบสะท้อนความนิยมได้ชัดเจน โดยในปีงบประมาณ 2024 ยอดบริจาคผ่าน Furusato Nozei อยู่ที่ประมาณ 1.27 ล้านล้านเยน เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนทำสถิติสูงสุดเป็นปีที่ 5 ขณะที่ผู้ใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีมีประมาณ 10.8 ล้านคน

แต่ตัวเลขดังกล่าวก็มีอีกด้านที่ต้องพิจารณา เพราะเงินบริจาคทั้งหมดไม่ได้กลายเป็นงบพัฒนาท้องถิ่นโดยตรง ผลสำรวจของญี่ปุ่นระบุว่า ในปีงบประมาณ 2024 มีค่าใช้จ่ายในการจัดหาของตอบแทน การจัดส่ง การประชาสัมพันธ์ การชำระเงิน และงานธุรการรวมประมาณ 590,100 ล้านเยน หรือ 46.4% ของยอดรับบริจาค เหลือประมาณ 53.6% เป็นเงินที่ท้องถิ่นสามารถนำไปใช้เป็นทรัพยากรทางการคลังได้

ประเด็นนี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศที่กำลังคิดจะนำโมเดลไปใช้ เพราะหากออกแบบไม่ดี ระบบอาจกลายเป็นการแข่งขันกันแจกของมากกว่าการแข่งขันกันพัฒนาพื้นที่

แล้วไทยกำลังมองอะไรจากโมเดลนี้?

บริบทของไทย มีความคล้ายญี่ปุ่นในบางมิติ คนจำนวนมากมี “บ้านเกิด” อยู่ต่างจังหวัด แต่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ หรือเมืองเศรษฐกิจ เมื่อรายได้และกิจกรรมทางเศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่ในเมือง ฐานรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจของท้องถิ่นบางแห่งก็ย่อมเติบโตได้ช้ากว่า

แนวคิด Hometown Tax จึงน่าสนใจในฐานะเครื่องมือทำให้คนที่ย้ายถิ่นยังสามารถมีส่วนร่วมกับการพัฒนาพื้นที่เดิมของตนเองได้ แม้ไม่ได้อาศัยอยู่ที่นั่นแล้ว

ธนาคารแห่งประเทศไทย ธปท. เคยเสนอว่า หากไทยจะนำแนวคิดนี้มาทดลอง อาจเริ่มจาก Sandbox ในพื้นที่จำกัด เพื่อประเมินผลก่อนขยายทั่วประเทศ รวมถึงการใช้ระบบดิจิทัลหรือ e-Donation เพื่อเชื่อมผู้จ่ายเงิน หน่วยงานท้องถิ่น และภาครัฐให้ตรวจสอบได้ง่ายขึ้น

ขณะเดียวกัน ไทยเองก็มีระบบการจัดสรรรายได้ภาษีให้ท้องถิ่นอยู่แล้ว เช่น การจัดสรรรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนั้น Hometown Tax หากเกิดขึ้นจริงจะต้องตอบให้ได้ว่า จะเข้ามาเติมเต็มระบบเดิมอย่างไร ไม่ใช่เพียงย้ายเงินจากกระเป๋าหนึ่งไปอีกกระเป๋าหนึ่ง

โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่ “เลือกจังหวัด” แต่คือ “เลือกแล้วเงินไปไหน”

สิ่งที่ต้องคิดให้รอบคอบคือ หากเปิดให้ประชาชนเลือก ปลายทางของภาษี ท้องถิ่นที่มีประชากรน้อยแต่มีภาพลักษณ์ดี สินค้าน่าสนใจ หรือมีระบบบริหารจัดการที่แข็งแรง อาจได้รับเงินจำนวนมาก ขณะที่พื้นที่ซึ่งมีความจำเป็นทางเศรษฐกิจสูงแต่ไม่สามารถประชาสัมพันธ์ตัวเองได้ดีอาจได้รับเงินน้อยลง

จึงจำเป็นต้องมีระบบถ่วงดุลระหว่าง สิทธิในการเลือกของประชาชน กับ หลักการกระจายทรัพยากรอย่างเป็นธรรม อีกเรื่องคือความโปร่งใส ผู้เสียภาษีควรเห็นตั้งแต่ต้นว่าเงินที่เลือกส่งไปยังจังหวัดหรือท้องถิ่นนั้นจะถูกใช้กับโครงการอะไร มีเป้าหมายเท่าไร และเมื่อดำเนินการแล้วเกิดผล

อย่างไร หากระบบทำได้ถึงขั้นติดตามโครงการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับท้องถิ่นก็อาจเปลี่ยนจาก “ผู้เสียภาษี” เป็น “ผู้ร่วมลงทุนทางสังคม” ได้มากขึ้น

สรุป Hometown Tax ของญี่ปุ่นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการนำภาษีไปให้บ้านเกิด แต่เป็นการออกแบบกลไกให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางของทรัพยากรสาธารณะมากขึ้น ระบบประสบความสำเร็จในการระดมเงินเข้าสู่ท้องถิ่นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ก็เผชิญคำถามเรื่องต้นทุน ของตอบแทน การแข่งขันระหว่างพื้นที่ และผลกระทบต่อรายได้ของเมืองที่ผู้บริจาคอาศัยอยู่

สำหรับไทย แนวคิด “ภาษีเลือกปลายทาง” จึงอาจมีศักยภาพ แต่ไม่ควรถูกมองว่าเป็นสูตรสำเร็จจากญี่ปุ่นแล้วนำมาใช้ได้ทันที สิ่งที่สำคัญกว่าคือการออกแบบให้เหมาะกับโครงสร้างภาษีและการคลังท้องถิ่นของไทย ตั้งแต่สัดส่วนเงินที่จะเลือกได้ พื้นที่ที่มีสิทธิรับเงิน หลักเกณฑ์การใช้จ่าย ไปจนถึงระบบตรวจสอบอีกด้วย

 

อ่านบทความน่ารู้เกี่ยวกับภาษี เพิ่มเติม คลิกที่นี่
Source : Inflow Accounting