แม้งานจะคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข แต่ความสุขแท้จริงอาจไม่ได้เป็น เพราะตัวเงินอย่างเดียว เชื่อว่าทุกคนไม่มีใครที่ไม่อยากมี ความสุขในการทำงาน แต่การจะเลือก ทำงานที่มีแต่ความสุข หรืออยู่ในองค์กร ที่มีแต่ความสุขมักเป็นไปได้ยาก นั่นเพราะ เราต้องทำงานร่วมกับผู้อื่น ยากที่ทุกอย่าง จะเป็นไปอย่างราบรื่นปราศจากการกระทบ กระทั่ง ซึ่งจะดีแค่ไหนถ้าเราสามารถ สร้างองค์กรแห่งความสุข (Happy Workplace) ได้ “เจ.เอช. อุตสาหกรรม” หนึ่งใน องค์กรที่ผ่านประสบการณ์ Happy Workplace มาสิบปี ได้พิสูจน์แล้วว่า การสร้างสุขในองค์กรนั้นทำได้จริง โดยเป็นองค์กรที่นำหลักธรรมะ มาใช้เพื่อพัฒนาพนักงานตามแนวทาง Mindfulness in Organization สำหรับที่มาการนำแนวคิด Happy Work Place นั้นเกิดจากการขับเคลื่อน ของ “เบอร์ 2” ในองค์กร ดร. วิภาภรณ์ เกียรติอำนวย รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทเจ เอช อุตสาหกรรม จำกัด หรือที่คนในบริษัท มักเรียกด้วยความคุ้นเคยว่า “ซ้อ” ได้เล่าถึงจุดเริ่มของการนำแนวคิด Happy Work Place เข้าสู่องค์กรว่า เจ เอช เป็นผู้ผลิตกระสอบบรรจุภัณฑ์ในจังหวัด นครราชสีมา รูปแบบธุรกิจคือโรงงาน ที่มักมีปัญหาไม่ต่างจากหลายองค์กรทั่วไป คือความขัดแย้งภายในของพนักงาน “เมื่อก่อนก็ทำงานไปวันๆไม่ได้คิดอะไรแต่วันหนึ่งเราเดินเข้าไปในโรงงานพบว่า มันดูวุ่นวายสกปรกจังพนักงานก็ทะเลาะ มีปัญหาเลยตั้งเป้าว่าต้องทำให้ได้” เธอจึงเริ่มจากการลุกมาเทรนพนักงานสร้างวิทยากรภายใน แต่ก็เจอกับอุปสรรค เมื่อไม่ได้รับการยอมรับจากพนักงาน ในช่วงแรก “พอให้ทำกิจกรรมไม่มีใครอยากทำ บ่นว่าอยากกลับบ้าน เราให้เขานั่งสมาธิ หลายคนเริ่มมีคำถามในใจว่าทำไปเพอื่อะไร? แต่เราเชื่อว่า คนเราถ้าคุณภาพชีวิตมัน สูงขึ้น คุณภาพงานก็สูงขึ้นด้วย ยอมรับว่าดิฉันเองเป็นผู้บริหารที่กดดัน ทีมงานค่อนข้างเยอะ เพราะเรากลั่นกรอง แล้วว่ามัน เป็นประโยชน์จริงๆ” แม้จะเป็นผู้นำให้ความสำคัญขับ เคลื่อนแนวทาง แต่เส้นทางการเดินสู่ความ เป็นองค์กรความสุขของ เจ.เอช.กลับไม่ได้ โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะอุปสรรคสำคัญ ที่ต้องเจอ คือเรื่องการสื่อสารและ การทำความเข้าใจกับคนในองค์กรตั้งแต่ ระดับบนสุดจนถึงล่างสุด “คือคนเราแต่ละคนจะมีทัศนคติ แตกต่างกันไปอยู่แล้วหลายคนถามว่าทำไม ถึงต้องมีโครงการเหล่านี้ อย่าง เจ.เอช เบอร์หนึ่งของเราเองนี่แหละมีปัญหา เรา ให้จัดกิจกรรมฝึกสมาธิเราบังคับลูกน้องได้ แต่เขาเป็นคนเดียวที่ไม่ยอมให้ความร่วมมือ ซึ่งเราต้องใช้หลายช่องทางเพื่อสื่อสาร ทั้ง เทคโนโลยีต่างๆ ก็พยายามงัดออกมาใช้ อุปสรรคต่อมาคือการที่สภาพธุรกิจเป็น โรงงาน เวลาช่วงไฮซีซั่น หรือช่วงตุลาคม ถึงมิถุนายน นี่พนักงานจะต้องเร่งงาน จึงไม่ให้ความร่วมมือ พอถึงโลว์ซีซันก็ต้อง เข้าช่วงหน้าฝนอีกก็ทำกิจกรรมไม่ได้ เขาคดิว่าเหนื่อยจะแยแล้วให้ทำกิจกรรมอะไร ยุ่งยากางกิจกรรมสนุกเขาก็ทำ บางอัน ไม่สนุกเขาไม่ทำ” แม้กระบวนสื่อสารจะจบไปเรื่องต่อมา ที่ต้องใส่คือกระบวนการให้ความรู้ ทางบริษัท นำความรู้หลากหลาย มาสอดใส่หลาก กิจกรรมและสอดแทรกความรู้เรื่องความสุข ทั้ง 8 ประการที่ไดจ้ากการแนะนำของ สสส. “เราพยายามออกแบบให้ง่ายที่เขา จะทำได้ จนกลายเป็นกิจกรรมที่เราทำ เยอะมาก ซึ่งเราค่อยๆใส่ ไม่ได้ใส่ทีเดียวนขณะเดียวกันเราต้องมีข้อมูลเชิงลึกก็พึ่งจาก ภาคีภายนอก อย่างเช่นข้อมูลที่ สสส.ให้ ทั้งด้านสุขภาพ การพัฒนาตัวเองสามารถ นำมาใช้ได้หมด เราทำรูปการ์ตูนไปติดตาม จุดต่างๆ ในที่ทำงาน เพื่อเตือนใจเขาแบบ เนียนๆ”แต่เธอว่าแค่ความรู้อย่างเดียวไม่พอ เพราะมันต้องมีสติด้วย ความเปลี่ยนแปลง ถึงจะเกิด “คืออย่างเรื่องเหล้าบุหรี่นี่มันไม่ดี ทุกคนรู้ดีหมด แต่ทำไม่ได้ ดังนั้นวิธีที่จะ ส่งเสริมให้เขาลดแล้วเลิกได้เลย มันต้อง ฝึกอบรมสร้างสติ
“เราเชื่อว่าการดำเนินสติเป็นเรื่อง สำคัญ เพราะเป็นจุดเริ่มคือทำให้ชีวิตเรา ครอบครัวเราดีขึ้นเขาต้องมีสติในการใช้จ่าย ต้องใช้สติในการควบคุมจิตใจตัวเอง จิตสมาธิ ช่วยให้ระงับอารมณ์ได้เวลา ทำงานร่วมกันซึ่งเราเน้นการลดอารมณ์ เชิงลบกฎของโรงงานคือ พนักงานหนึ่งคน ต้องทำงานอย่างน้อยสิบนาทีจริงๆเท่ากับ เราจ่ายค่าแรงให้เขามานั่งนะ แต่เรามองว่า สมาธิมันมีประโยชน์ ช่วยได้ทั้งตัวเขาทั้ง การทำงานหรืออย่างโรงงานเราเสียงดังอยู่ แล้วตลอดเวลา แต่ทำไงให้เขามีสติเตือนไม่ล่องลอยมีการเตือนสติทุก15 นาที” ปัจจุบันพนักงานเจ.เอช. สามารถทำ สติได้เองแบบไม่ต้องมีใครเตือน ถึงเวลาปุ๊บ ตั้งสติเองโดยอัตโนมัติ ซึ่งผลจากการมีสติ ทำให้ทุกคนเริ่มรู้จักพฤติกรรมเชิงลบของตัว เองมากขึ้น ทางทีมงานจึงต้องรีบพยายาม สอดแทรกให้แต่ละคนมองหาเป้าหมายที่จะก้าวสู่ความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกสำเร็จ “พอฝึกสติปุ๊บเขาเริ่มเห็นตัวโกรธก็เริ่มมีสติหยุดยั้งมากขึ้น กลายเป็นคน ที่มีทัศนคติเชิงบวก จนวันนี้เราได้บุคคล ต้นแบบเรอื่งเลิกเหล้าบุหรี่ เราเอาคนเหล่านี้ มาสร้างเป็นตัวการ์ตูนสอดใส่เรื่องราวที่ อยากสื่อสารออกไป สร้างแรงบันดาลใจ ให้พนักงานคนอื่นๆ” อีกหนึ่งกิจกรรมที่ขาดไม่ได้คือการ จดบันทึกแต่ด้วยการผลักดันแบบไม่ย่อท้อ ของ“ทีมงานสร้างสุขเจ.เอช.”ที่แม้มี ไม่กี่ชีวิต แต่สามารถเป็นแรงขับเคลื่อน สำคัญในการดำเนินโครงการ “เราต้องสร้างแรงจูงใจแตกต่างกัน ปลูกฝังว่าพนักงานจะเข้มแข็งได้ทีมสร้างสุข ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีด้วยรู้หรือไม่ว่า งบประมาณที่ดิฉันให้กับทีมคือเท่าไหร่ เรามทีมีงาน 5ทีม แต่ละทีมจะได้งบประมาณ แค่ 5,000 บาทเท่านั้น นั่นเพราะเป้าหมาย ของเราอยากให้เขาใช้ความคิดสร้างสรรค์ รู้จักแก้ปัญหาเอง” “นก” หนึ่งในตัวแทนทีมสร้างสุขของ เจ.เอช.อุตสาหกรรม บอกเล่าการทำงานว่า บทบาทของเธอคือการรับผิดชอบกิจกรรม ให้กับคนในส่วนสำนักงานเป็นหลัก ซึ่ง หลายคนอาจคิดว่าจะทำกิจกรรมได้ง่ายกว่า ในโรงงานแต่นั่นคือความเข้าใจที่ผิด! “จริงๆ แล้วคนที่มีการศึกษาสูง เรา ปรับทัศนคติได้ยากกว่าพนักงานระดับล่างอีก เบอร์ 2 บอกให้เราทำ แต่ เบอร์ 1 อยาก ให้เราถอยกิจกรรมเพราะเสียเวลางาน แต่ เราคิดว่าเราโชคดีนะ ที่แม้เสี่ยจะไม่ชอบทำ กิจกรรม แต่มีซ้อนำ เราก็อาศัยความหน้า ด้านนี่แหละพยายามเข้าหาทุกคนเราก็บอก เฮียว่าไม่เป็นไรค่ะ มันไม่ได้เสียอะไรไม่เสียงาน เราก็เริ่มจากกลุ่มเล็กๆ ทีละน้อย แล้วค่อย ขยายออกไป”ดร.วิภาภรณ์กล่าวทิ้งท้ายว่านอกจาก พนักงานได้ยกระดับคุณภาพชีวิตสูงขึ้น ในเรื่อง Productivityบริษัทก็สูงขึ้น ถึงร้อยละ 14.8 เมื่อปีที่ผ่านมา “เราเพิ่มคุณภาพชีวิตพนักงาน เพิ่ม ผลิตภาพองค์กร แต่การสูญเสียลดลง ซึ่ง มันทำให้เราตอบโจทย์คำถามของเบอร์หนึ่ง เราได้แล้วว่า ทำแล้วได้อะไร” ด้าน ธีร์ธรรม วุฑฒิวัตรชัยแก้ว นักวิชาการอิสระ โครงการ Happy Workplace เอ่ยถึงแนวทางการสร้าง HappyWorkplace ในปัจจุบันว่า ปัญหา ของหลายองค์กรมักเข้าใจเรื่อง Happy Workplace ผิด “บางองค์กรมองหรือเข้าใจว่าคือการ จัดกิจกรรมโป๊งๆ ชึ่งให้พนักงานก็เป็นได้แล้ว แต่จริงๆ มันเป็นความสุขชั่วคราว แต่ไม่ใช่ การเปลี่ยนแปลงพฤตกิรรมยั่งยืนหรือทั้งระบบ ซึ่ง เจ.เอช.เป็นต้นแบบที่ดีเพราะทุกกิจกรรม ที่ทำมาจากวิสัยทัศน์ขององค์กรแท้จริง” เจ.เอช.เป็น 1 ใน 7 โมเดลต้นแบบ องค์กรแห่งความสุขของโครงการองค์กร แห่งความสุข (Happy Workplace) ที่อยู่ ภายใต้ การสนับสนุนของสำนักสนับสนุน สุขภาวะองค์กร สำนักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพซึ่งดำเนินงานมากว่า 14 ปี ซึ่งจะเป็นผู้ทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ ทั้งในด้านวิชาการและปฏิบัติการ รวมถึง เป็นแหล่งศึกษาดูงานในแต่ละภูมิภาค “เราคาดหวังว่า เขาเป็น วิทยากรต้น แบบ และไปถ่ายทอดให้สถานประกอบการอื่น เป็นแหล่งศึกษาดูงาน เป็นศูนย์กลาง นำเสนอตัวอย่าขององค์กรแห่งความสุข และยังเป็นศูนย์ข้อมูลด้านการแนะนำ สุขภาวะสำหรับ สสส. ด้วย ซึ่งการที่เราเลือกเขาเพราะเขาเป็น องค์กรต้นแบบได้รับการยอมรับในภูมิภาค ของเขาและที่สำคัญผู้บริหารต้องสมัครใจ ให้การสนับสนุนและยินดีเป็นศูนย์เรียนรู้ เพราะมันต้องเพิ่มภาระงานให้เขา แต่ส่วน ใหญ่องค์กรเหล่านี้จะมีผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ ผู้บริหารที่อยากช่วยเหลือตอบแทนสังคม จริงๆ บางแห่งก็เป็นแหล่งเรียนรู้อยู่แล้ว แต่การที่เขามาร่วมกับ สสส. ทำให้เขามีสื่อที่ ชัดเจนมากขึ้น”









