วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

เวทีนี้ “รุ่นใหญ่” ไฟกระพริบ!

 

บ่ายๆ เย็นๆ เมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา คือฤกษ์งามยามดีของการรวมพลคนชอบ ร้อง เล่น และเต้นในพิกัด “รุ่นใหญ่” ที่มีสีสันที่สุดแห่งปีงานหนึ่ง

 “รุ่นใหญ่ไฟกระพริบ”  งานนี้จัดขึ้นที่ร้านอาเหนกป้าสง ช่างชุ่ย โดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมูลนิธิฟอร์เวิร์ด (Forward Foundation) ได้กลายเป็นงานที่สร้างปรากฏการณ์ใหม่ เพราะเป็นการรวมพลคนวัย 50 Up กว่า 200 ชีวิตที่คึกคักที่สุดไว้ในงานเดียว

กิจกรรมหลักภายในงานนี้ คือมีการคัดเลือก 3 ทีม จาก 6 ชุมชน มาออกสเตปท์วาดลวดลายแบบไม่ยอมน้อยหน้ากัน เพื่อชิงชัยความเป็นหนึ่ง โดยคุณสมบัติสำคัญของสมาชิกแต่ละทีมนั่นคือต้องอยู่ในวัย 60 อัพเท่านั้น!

1.

หากมองผิวเผิน อาจดูเหมือนว่า “รุ่นใหญ่ไฟกระพริบ” คือกิจกรรมร้อง เล่น เต้น ประกวดธรรมดา แต่ Hidden Agenda ที่แฝงอยู่เบื้องหลงนั้นคือการส่งเสริมการเรียนรู้และสร้างความเข้าใจแก่ผู้สูงอายุ ตลอดจนเตรียมความพร้อมวัยก่อนสูงอายุ ที่สำคัญคือการปลุกปั้นกำลังใจให้คนรุ่นใหญ่ให้ฟิตและมีไฟอยู่เสมอ

ภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส. หนึ่งในภาคีที่เนรมิตให้เกิดงานครั้งนี้ เอ่ยเล่าถึงแนวคิดบอกเล่าถึงแนวคิดที่มาว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะดึงผู้สูงอายุออกจากบ้านมามีกิจกรรมต่างๆ นานา

โดยเฉพาะยิ่งผู้สูงวัยในเมืองด้วยแล้ว ก็มักจะมีเงื่อนไขหลายอย่างในชีวิต ทั้งความจำเป็นต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ที่มากกว่าคนสูงวัยในชนบทหลายเท่า

 มิพักต้องคุยถึงโอกาสและเวลาที่สูงวัยในเมืองจะเข้าถึงการมีสุขภาวะทางกายและใจ เพราะสุดท้ายก็ต้องเจอะเจอกับข้อจำกัดทั้งเรื่องโอกาสไม่มี พื้นที่จำกัด หรือไม่มีกิจกรรมที่ตอบโจทย์สูงวัยในเมืองมากเท่าไหร่นัก

ดังนั้น สสส.และภาคี จึงปิ๊งไอเดียสุดไฉไล ที่จะโน้มน้าวใจคนสูงวัยเมืองหลวงให้ลุกจากเตียง เดินออกจากบ้านมารวมตัวและทำกิจกรรมเสริมสุขด้วยกันได้ ว่าต้องเริ่มด้วยการสร้าง “แรงบันดาลใจ”

และแล้วงานนี้...จึงต้องมี “ตัวช่วย”

 2.

“เพราะดนตรีเป็นเรื่องที่ทุกคนมีในหัวใจ เป็นสิ่งที่เขาชอบหรืออยากจะทำอยู่แล้ว จึงเป็นประตู “ด่านแรก” ที่ไม่มีใครปฏิเสธ” ภรณีเผยสูตรเด็ดเคล็ดลับของปฏิบัติการครั้งนี้

“ตรงกันข้าม หากเราดึงให้ผู้สูงวัยออกมามีกิจกรรมด้านสุขภาพ เราเริ่มจากเรื่องยาเรื่องสุขภาพก่อน เขาจะมองว่าเป็นยาขม แต่ถ้าเราทำผ่านดนตรีแล้วมัน “นิ่ม” ขึ้น”

ภรณีบอกเล่าต่อว่า สิ่งที่คนทำงานครั้งนี้ทำ คือแค่เพิ่มทางเลือก เพิ่มโอกาสให้ผู้สูงอายุ ได้มีพื้นที่ออกมาทำสิ่งที่เขาสนุกและมีความสุข

“สำหรับ Forward Foundation เป็นคนรุ่นใหม่ ที่ทำแอพลิเคชันสำหรับรวมโครงการด้านสังคม ซึ่งยังมีการจัดกิจกรรมจิตอาสาร่วมกับ สสส.มาแล้วหลายกิจกรรม สำหรับ For Oldy เป็นภาคีที่ทำงานชุมชนเรื่องผู้สูงอายุในเมือง ซึ่งสองกลุ่มนี้ไม่เคยรู้จักกัน สสส.ก็มีหน้าที่มาเชื่อมกัน”

“แต่จริงๆ สิ่งที่เราต้องการให้ความสำคัญมากที่สุดคือกระบวนการก่อนจะมาเป็นวันนี้ เพราะเป็นการดึงผู้สูงอายุออกจากบ้านมามีกิจกรรม ออกมาฝึกซ้อมอย่างมีเป้าหมาย จะเห็นว่าการที่เขาได้มีโอกาสแสดงความสามารถ ได้มีพื้นที่แสดงศักยภาพตัวเองให้คนในสังคมเห็น แล้วยังทำให้เขาลุกขึ้นมาฝึกฝนสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน นั่นคือการเต้น ซึ่งเมื่อได้มาเจอเพื่อนๆ รุ่นเดียวกันจะนำไปสู่จุดเริ่มของการนำไปสู่เรื่องอื่นหรือการจัดกิจกรรมอื่นๆ ซึ่งจะคล้ายคลึงกับโรงเรียนผู้สูงอายุในต่างจังหวัด”

ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะเอ่ยต่อว่า เบื้องต้นผลพลอยได้ที่ง่ายที่สุดที่ได้ในงานนี้ คืออย่างน้อยก็ช่วยให้สูงวัยเหล่านี้เริ่มที่จะมีกิจกรรมขยับกาย และได้ออกกำลังกายมากขึ้น

“เราเชื่อว่าถ้าเขาได้ขยับตัว เพราะกว่าจะมีวันนี้ได้ ต้องมีซักซ้อม ฝึกฝน แม้จะเหนื่อยมาก แต่มันได้ออกกำลังกาย ได้เติมเต็มความสุขให้ผู้สูงวัย และยังได้สุขภาพแข็งแรง

หลายคนพอออกมายืนตรงนี้แล้วเริ่มติดใจ ตอนนี้เขาก็มีคิดกันแล้วว่า ทำไมต้องรองานวันนี้ด้วย เขาเริ่มรวมกลุ่มกัน มันเป็นก้าวแรกของการเริ่มมีวิถีของการที่จะหันไปสู่การมีสุขภาวะที่ดีทางสังคม”

สำหรับ 3 ทีมผู้เข้าประกวดครั้งนี้ ได้แก่ ทีมสาวเหลือน้อย จากชุมชนพูนทรัพย์และวัดลุ่ม(เพิ่มสิน18) ทีมโสดในเฟซ จากชุมชนสิริวาสน์และชุมชนตอกต้นโพธิ์(ศรีย่าน ซอย 3) และทีม BNK68 จากชุมชนบ้านเอื้ออาทรบ้านมั่นคงสวนพลู(ชุมชนใกล้ สสส.)

3.

“เขาชวนมาแต่แรกเราก็ตอบรับเลย เพราะเราชอบ ป้าเคยเต้นลีลาศมาก่อนเลยไม่มีปัญหา” (หัวเราะ)

“มะลิ” รุ่นใหญ่วัยเฉียดเลข 7 หนึ่งในตัวแทนจากทีม BNK68 ผู้เข้าแข่งขันครั้งนี้ยอมเปิดเผยถึงความรู้สึกของการมาร่วมประกวดจนสามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศไปในครั้งนี้ เธอยอมรับว่าการได้ออกสเตปท์ต่อหน้าคนนับร้อยที่มาคอยลุ้นเชียร์ติดขอบเวทีเป็นเรื่องที่ไม่เคยคาดหวังมาก่อนในชีวิต

 “ขึ้นเวทีครั้งแรกก็ตื่นเต้นนะ เพราะเราไม่เคยออกงานใหญ่เท่านี้ ตอนเต้นลีลาศมันคนกันเองไม่ได้เยอะขนาดนี้   แถมงานนี้มีแข่งกันด้วย แต่เราก็รู้สึกยอมไม่ได้ งานนี้ต้องสุดๆ ใครไม่เคยเต้นก็ยากหน่อยเราก็ต้องช่วยเขา เพราะงานนี้เขามีทั้งที่สมัครใจมา แล้วก็เลือกมา ตอนฝึกก็มีเหนื่อยบ้างแต่ไม่ท้อนะ แต่ก็ต้องช้าๆ นิดนึง เพราะเพื่อนบางคนก็ทำไม่ได้ แต่ถามว่าจะมาอีกไหม ...ถ้ามีก็มาอีกแน่นอน”

แต่ความสุขใจไม่ได้...แค่ผู้สูงอายุที่เข้าร่วมโครงการนี้ ขณะเดียวกัน ในมุมคนฝึกสอน อย่าง วันศีลคุณ ศรัทธากุล (วันศีล) ดุจทิวา จันทรคีรี (เดียร์) และวิเชียร วนับสบดีวงศ์ (เพชร) 3 ครูฝึกคนรุ่นใหม่ที่เป็นทั้งผู้ออกแบบท่าเต้นและฝึกซ้อมให้กับรุ่นใหญ่ไฟกระพริบทั้งหลายเอง ก็ได้ “ความอิ่มเอิบใจ” กลับไปไม่น้อย

“ถามว่ามาทำงานนี้ได้ยังไงหรือคะ พวกหนูเพิ่งเรียนจบมา พอดีเราเรียนด้านการแสดงมา ได้รู้จักกับพี่ๆ ในทีม เขาก็ชวนเราว่าอยากมาทำงานนี้ไหม เราก็เลยตกลงใจมากัน” เดียร์บอกเล่าต่อว่า

“พอมาแล้วสนุกมากค่ะ คือผู้ใหญ่ทุกคนใจดี เขาจะเห็นทุกคนเป็นคนในครอบครัว เวลาเราไปสอนเขามันเหมือนกับว่าเราได้รู้จักครอบครัวอีกครอบครัว เขาดูแลเราดีเหมือนลูกหลาน”

“ใช่ แต่ตอนแรกก็คิดเยอะมากว่าจะทำได้หรือเปล่า จะยากไหม แต่พอมาเจอกลายเป็นว่าเราเองเป็นคนที่สนุกที่ได้ทำงานนี้” วันศีลยังเล่าเสริมถึงบรรยากาศการทำกระบวนการให้ฟังว่า

“เวลาทำงานของเราคือไม่มีอะไรมาก เราแค่เอ็นเตอร์เทนให้เขามีความสุข ท่าเต้นจริงๆ เราคิดมาก่อน แล้วค่อยมาปรับตามศักยภาพแต่ละคน แต่พอเขามีความสุขเราก็มีความสุขไปด้วย เวลาเห็นรอยยิ้มของเขา ซึ่งปกติแล้วเขาเองก็ไม่มีโอกาสได้ทำอะไรแบบนี้ แต่พอเราเข้าไปแล้วเขาดีใจที่มีคนมาสร้างสีสันความสนุก เพราะปกติเขาก็มีกิจกรรมซ้ำซากเดิมๆ แต่เราเหมือนทำให้เขาได้ทำอะไรที่แตกต่าง ฉีกกรอบ

“ถ้ามีโอกาสก็อยากทำแบบนี้อีกนะ เพราะเราเองก็มีความสุข จากการที่เรารู้สึกว่าเป็นผู้ให้” หนุ่มเพชรช่วยเพื่อนเอ่ยทิ้งท้ายว่า

อีกหนึ่งคนสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ เพราะงานนี้เธอเป็นบุคคลที่ต้องรับบทบาทคล้ายทั้งแมวมองจัดหานักเต้นแววดีมาร่วมกิจกรรมและอาจกำลังจะได้เลื่อนขั้นเป็นผู้จัดการส่วนตัวของเหล่าว่าที่เซเลบหน้าใหม่ของวงการกลุ่มนี้ อรนุช เลิศกุลดิลก ผู้ก่อตั้งโครงการ For Oldy ความรู้สึกในฐานะคนทำงานในชุมชนทั้ง 6 แห่งและมีความคุ้นเคยกับผู้สูงอายุเหล่านี้มาก่อนเอ่ยว่า

“งานนี้ดีมากๆ เลย เป็นสิ่งที่เราประทับใจ คือตัวเราเองทำงานด้านจิตอาสากับชุมชนมานาน แต่เราก็อาจเป็นคนรุ่นเก่าที่คิดเป็นแต่งานลงพื้นที่ชุมชน หรือประชุมเป็นหลัก แต่ถ้าให้เราเริ่มคิดกจกรรมแนวนี้ เราก็คงไม่สามารถคิดเองได้ ต้องอาศัยคนรุ่นใหม่มาช่วยกันแบบนี้”

อรนุชยอมรับว่า งานนี้มีส่วนสร้างสีสันที่ช่วยเติมเต็มความหัวใจในวันเปลี่ยวเหงาให้กับ ส.ว.เหล่านี้ที่ส่วนใหญ่มักไม่ค่อยเปิดตัวเองและเปิดใจให้กับสังคมภายนอกมากนัก

“เราถือเป็นโอกาสดีที่ได้ร่วมทำงานกับ Forward Foundation และ สสส. ในครั้งนี้ เพราะทุกคนชอบและมีความสุข”

เธอยังเผยถึงสถานการณ์ทางใจของคนสูงอายุในเมืองว่า ไปๆ มาๆ ดูจะมีปัญหามากกว่าผู้สูงวัยในชนบทเสียอีก

“ส่วนหนึ่งเพราะคนในเมืองส่วนใหญ่ต้องลำบากทั้งเรื่องความเป็นอยู่ สถานที่ ไม่มีเงินอยู่ไม่ได้ ในต่างจังหวัดยังมีคนดูแลเอาขนมนมเนยมาให้ แต่ในเมืองทุกคนต้องดิ้นรนเพื่ออยู่รอด”

สำหรับ ForOldy เป็นเครือข่ายที่ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุรวมกลุ่มกันเพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุกลุ่มเปราะบาง ในเมืองด้วยรูปแบบเพื่อนดูแลเพื่อน

“กลุ่มเปราะบาง” ที่ว่าคือ กลุ่มที่ต้องพึ่งพา มีปัญหาสุขภาพจิตใจ บางคนอยู่คนเดียว เพราะส่วนใหญ่ลูกหลานต้องไปทำงานหรือแยกครอบครัวออกไป ทำให้ต้องโดดเดี่ยวขาดคนดูแล

“เราเริ่มจากการรวมกลุ่มที่วัย 40 จนถึงวัยสูงอายุมาเป็นจิตอาสา และก็มองหาคนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เราก็ทำให้คนรู้จักกันและช่วยดูแลกัน ก็จะมีทั้งไปช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ ไปตัดผมให้ เป็นเพื่อนคุยเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย และเราก็จะมีให้เขาบันทึกเป็นรายงานทุกเดือน เป็น Checklist ดังนั้นอาสาสมัครเราจะรู้สถานการณ์ครอบครัว หรือสำหรับผู้สูงอายุที่ประสงค์จะขอแพมเพิร์ส ขอไม้เท้า หรือรถเข็น เราก็จะหาสปอนเซอร์บริจาคให้”    

   

4.

แม้งานนี้จะจบลง และได้ทราบผลผู้ครองแชมป์ นั่นคือทีมโสดเฉพาะในเฟซ ไปแล้ว แต่บทสรุปสุดท้ายของการจัดงานที่แท้จริง ในฐานะผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ ภรณียังบอกเล่าถึงก้าวต่อไปของกิจกรรมว่า

“จากการที่งานนี้ประสบความสำเร็จอย่างดี เราก็เลยคิดว่า สสส.เลยอยากเปิดโอกาส เปิดพื้นที่ตรงนี้ให้เกิดขึ้นเป็นประจำและต่อเนื่อง แน่นอนว่า สสส.จะไม่ใช่เจ้าภาพเดียว แต่เราจะเชิญกรมกิจการผู้สูงอายุมาร่วมด้วย แต่ในช่วงแรกๆ ทางกรมฯ ก็อยากให้ สสส. สร้างทางเลือกมาหลายๆ รูปแบบ ว่าแบบไหนที่เหมาะกับความต้องการและจริตผู้สูงอายุที่สุด หรือเหมาะสมกับช่วงวัย

ซึ่งเรามองว่ามันอาจไม่มีแบบสำเร็จรูปเลยก็ได้ เรามองว่าต้องมีหลากหลาย เพราะผู้สูงอายุเองก็หลากหลายทั้งฐานะ รสนิยม การศึกษา และทุกคนก็ไม่ได้เต้นได้นะ ดังนั้นเราก็มีรูปแบบอื่นๆ ที่เหมาะสม แต่เขาต้องเห็นความสำคัญพอที่จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง” ภรณีกล่าวทิ้งท้าย

  เวทีนี้ “รุ่นใหญ่” ไฟกระพริบ!

เวทีนี้ “รุ่นใหญ่” ไฟกระพริบ!

เวทีนี้ “รุ่นใหญ่” ไฟกระพริบ!

เวทีนี้ “รุ่นใหญ่” ไฟกระพริบ!

เวทีนี้ “รุ่นใหญ่” ไฟกระพริบ!

เวทีนี้ “รุ่นใหญ่” ไฟกระพริบ!

เวทีนี้ “รุ่นใหญ่” ไฟกระพริบ!