นวัตกรรมรักษ์โลกจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรของไทยในเวที COP24 โปแลนด์
งานประชุมConference of Parties (COP) การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 24 ซึ่งเป็นการเจรจาระหว่างผู้นำประเทศจากกว่า 195 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย มีผู้ร่วมงานมากกว่า 50,000 คนที่มาจากภาคการเมือง ชุมชนทางวิทยาศาสตร์ และภาคประชาสังคม จัดขึ้นในวันที่ 4-14 ธันวาคม 2561 ณ เมืองคาโตวีตเซ สาธารณรัฐโปแลนด์
การประชุมครั้งนี้ทุกประเทศมีเป้าหมายสูงสุดร่วมกันคือ การรักษาอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งหากต้องการรักษาอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไว้ให้ได้ตามเป้าหมาย แต่ละประเทศต้องดำเนินกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการลดก๊าซเรือนกระจกที่เข้มข้นมากขึ้นกว่าในปัจจุบันถึง 5 เท่า นอกจากนี้การประชุมยังมีเป้าหมายที่จะจัดทำ Paris Rulebook (Katowice Rulebook)
ซึ่งเป็นข้อกำหนด หลักเกณฑ์สำหรับลดก๊าซเรือนกระจกตาม Paris Agreement เพื่อเป็นแนวทางให้แต่ละประเทศใช้ปฏิบัติ โดยขอให้ประเทศสมาชิกมุ่งเป้าสู่การบรรลุปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero Emission ให้ได้ภายในปี 2050
โดยในงานได้มีเวที Side Event ซึ่งเปิดโอกาสให้นักวิจัยได้มีการนำเสนอนวัตกรรมที่ช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจากทุกประเทศในโลก ซึ่งประเทศไทยที่บูธ Thailand Pavilions ได้มีการนำเสนอนวัตกรรมรักษ์โลกจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาแปรรูปให้เป็นวัตกรรมที่ช่วยรักษาสิ่งวดล้อมและลดมลพิษทางอากาศ
นักวิจัยนำโดย รองศาสตราจารย์ ดร. พรรณี สวนเพลง จากมหาวิทยาลัยสวนดุสิตร่วมกับบริษัท TOM Cassava & Grow พร้อมทั้งเครือข่ายมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยมหิดล, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์อีกทั้งหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงพาณิชย์, สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.), สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (UNIDO), ธนาคารเพื่อการเกษตรแห่งประเทศไทย (ธกส.), ธนาคารออมสิน ได้ร่วมกันนำเสนอนวัตกรรม Non-Chemical Cassava Stump Activated Charcoal เป็นการนำเหง้ามันสำปะหลังมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์
ซึ่งประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังโดยประมาณ 10 ล้านไร่ หัวมันเฉลี่ยต่อปีประมาณ 28 – 30 ล้านตัน เหง้ามันสำปะหลังเฉลี่ยประมาณ 5 ล้านตันต่อปี หากถูกเผาโดยระบบเปิดจะสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจกปีละ 15 ล้านตันคาร์บอน ทำให้เกิดปัญหาหมอกควันจากการเผาเศษพืชต่าง ๆ ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อน (Climate Change) อีกทั้งยังก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพของคนทั่วโลกอีกด้วย
จากปัญหาดังกล่าวได้มีการนำเหง้ามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ Non-Chemical Activated Charcoal ที่มีมูลค่าสูงนำมาใช้บำบัดกลิ่นในภาคอุตสาหกรรมการเกษตร , ในครัวเรือน และ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ซึ่งผลงานวิจัยดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบทั้งทางด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไร่มันสัมปะหลัง และยังเป็นเทคโนโลยีสะอาด (Clean Technology) ที่ได้รับรางวัล The Winner GEF UNIDO CleanTech Programme for SMEs in Thailand 2016 โดยได้มีการศึกษาวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยสวนดุสิตเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งจะถูกนำไปใช้ในโรงพยาบาลและโรงแรมต่อไป
นอกจากนี้ได้การนำเสนอนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์จากฝางข้าว ซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้ที่ชาวบ้านเผาทิ้งหลังจากการเก็บเกี่ยวที่ก่อให้เกิดปัญหาจากด้านสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงได้มีการคิดคว้าและวิจัยเพื่อพัฒนากระดาษจากฝางข้าวซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งสามารถย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยได้โดยไม่มีสารเคมีตกค้าง ปัจจุบันเป็นนวัตกรรมที่ได้รับความสนใจจากคนทั่วโลกที่จะนำบรรจุภัณฑ์ดังกล่าวมาใช้ทดแทนพลาสติกซึ่งเป็นนวัตกรรมจากฝีมือคนที่ใส่ใจรักษ์โลก






