วิจิตรตระการตากับผ้าไทยกว่าแสนผืน 11 - 19 ส.ค. นี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 – 3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี
เพื่อเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยในการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาของคนไทย การส่งเสริมอาชีพ การดำเนินงานโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ตลอดจนเพื่อสร้างรายได้ให้กับกลุ่มอาชีพที่เป็นสมาชิกศูนย์ศิลปาชีพฯ และผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย จึงได้มอบหมายให้กรมการพัฒนาชุมชน ซึ่งรับผิดชอบในการขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ดำเนินการจัดงานแสดง และจำหน่ายสินค้าจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพควบคู่ไปกับสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ภายใต้ชื่อว่า“ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP ก้าวไกล ด้วยพระบารมี” ขึ้นมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ จนถึงปัจจุบัน โดยปีนี้กรมการพัฒนาชุมชนกำหนดจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 7 ระหว่าง วันที่ 11 - 19 สิงหาคม 2561 รวม 9 วัน ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 – 3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี
นายอภิชาต โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า ว่า ปัจจุบันผู้บริโภคในประเทศต่าง ๆ กำลังอยู่ในกระแสบริโภคนิยมสินค้าที่เป็นธรรมชาติ สินค้าที่อิงกับวัฒนธรรม สินค้าที่ส่งเสริมสุขภาพ การมีส่วนอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือสินค้าที่ช่วยสนับสนุนชุมชน รวมถึงกระแสความนิยมในความเป็นเอเซีย ดังนั้น สินค้า OTOP จึงมีโอกาสส่งสินค้าไปขายในตลาดอาเซียนได้มากขึ้นจากการที่มีประชากรรวมกว่า 590 ล้านคน รวมถึงมีโอกาสในการขยายช่องทางตลาดไปยัง ASEAN+3 (จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้) และ ASEAN+6 (ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และ อินเดีย) รวมไปถึงสามารถใช้ทรัพยากรธรรมชาติ แรงงานและวัตถุดิบการผลิตที่มีความหลากหลายให้เกิดประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจได้ โดยเฉพาะสินค้าที่มีศักยภาพในการส่งออก และสินค้าที่ตรงกับความต้องการของตลาดประเทศเพื่อนบ้าน สินค้า OTOP จึงต้องเร่งพัฒนาสินค้า ทั้งด้านคุณภาพและมาตรฐานระดับสากลความต้องการผ้าไหมไทยในตลาดต่างประเทศที่มีแนวโน้มและได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยตลาดที่สำคัญลำดับ ๑ – ๕ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น อิตาลี สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส ผ้าไหมไทยเป็นหนึ่ง ในงานฝีมือที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ซึ่งมากขึ้นกว่าศตวรรษที่ผ่านมา
สำหรับ จากผลการจำหน่ายสินค้า OTOP (ต.ค. 25๖๐ – มิ.ย. 2561) ยอดจำหน่ายกว่า 148,000 ล้านบาท (148,795,868,740 บาท) คาดการณ์อีก 3 เดือนข้างหน้า จะมียอดจำหน่ายรวมกว่า 189,000 ล้านบาท (189,201,855,245 บาท) คิดเป็นเพิ่มขึ้นร้อยละ 23.25 จากปี 2560 คาดว่าอีก ๓ เดือนที่เหลือ (ก.ค. – ก.ย. 61) รวมกับยอดจำหน่ายเดิมที่ผ่านมา(ตั้งแต่ ต.ค.๖๐ – มิถุนายน ๒๕๖๑)จะสามารถมียอดการจำหน่ายรวม 189,201,855,245 (เพิ่มขึ้น) คิดเป็นร้อยละ 23.25 จาก ปี 60 (ปีก่อน) แน่นอน
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังถูกตั้งให้กลายเป็นศูนย์กลางผ้าไหมแห่งอาเซียน และจะมีบทบาทสำคัญ ในการช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมผ้าไหมในภูมิภาคอาเซียน จุดเด่นที่ทำให้ผ้าไหมของประเทศไทย ได้รับความนิยม เนื่องจาก มีเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่น จึงทำให้มีลายและรูปแบบที่มีความเป็นเอกลักษณ์ มีลักษณะจำเพาะ มีความละเอียดอ่อน ประณีตงดงาม ซึ่งไม่มีชาติอื่นใดลอกเลียนแบบได้ เป็นสินค้าหัตถกรรมที่มีมูลค่าสูงเนื่องจากเป็นสินค้าที่ทำด้วยมือ จึงมีคุณค่าและมีมูลค่าสูง และเป็นภูมิปัญญาไทยด้วยเหตุนี้ผ้าไหมไทย ชาวต่างชาติและทุกคนจึงหลงรัก ในความสวยงาม และอยากเป็นเจ้าของ
สำหรับไฮไลท์ในการจัดงานในปีนี้ ตระการตากับผ้าทอพื้นเมืองเลื่องชื่อจากทั่วประเทศกว่าแสนผืน พร้อมชมความงามวิจิตรของผ้ายกอยุธยา “กระหนกพัสตร์” ฝีมือสุดของครูสอนจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ บางไทร พลาดไม่ได้กับการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์หัตถศิลป์อันทรงคุณค่าจากศิลปิน OTOP และสุดยอดสินค้า OTOP ทั่วไทย
นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ ๑๐ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ ที่ทรงมีต่อการอนุรักษ์ และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น การจัดแสดงและจำหน่ายผลงานของมูลนิธิศิลปาชีพ (ผลิตภัณฑ์หัตถศิลป์จากมูลนิธิส่งเสริม-ศิลปาชีพฯ) การจัดแสดงและจำหน่ายผลงานของศิลปิน OTOP (สุดยอดงานศิลป์ ศิลปิน OTOP) แบ่งออกเป็น 13 หมวด คือ ๑) หมวดงานผ้า ๒) หมวดแกะสลัก ๓) หมวดดอกไม้ประดิษฐ์ ๔) หมวดเครื่องเงิน และทอง ๕) งานย่านลิเภา ๖) งานถมงานคร่ำ ๗) งานเคลือบดินเผา ๘) งานสลักหนัง ๙) งานตกแต่งด้วย
ปีกแมลงทับ ๑๐) งานไม้ไผ่ ๑๑) เครื่องลงหิน ๑๒) งานลงรักปิดทอง และ๑๓) งานปัก จัดแสดงเป็น Pavilion ขนาดพื้นที่ 1,000 ตารางเมตร เป็นการคัดเลือกผลิตภัณฑ์ OTOP ที่มีความโดดเด่น วิจิตรตระการตา มีอัตลักษณ์ เอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีมูลค่าสูงจากศิลปิน OTOP และผู้ประกอบการ OTOP จำนวน 100 ราย การจัดแสดงและจำหน่ายเสน่ห์ผ้าไทย (เสน่ห์เส้นใย ผ้าทอไทยกว่าแสนผืน) จัดแสดงเป็น Pavilion ขนาดพื้นที่ ๒๕0 ตารางเมตร ในรูปแบบนิทรรศการผ้าไทย ๔ ชนิด ๔ เสน่ห์ ได้แก่ ผ้าฝ้ายตามโครงการผ้าทออีสานสู่สากล ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน ผ้าอัตลักษณ์จังหวัด ผ้าชาติพันธุ์ของชาวเขาเผ่าต่างๆ ที่ทำเป็นแฟชั่นชั้นนำ รวมถึงการจัดแสดงและจำหน่าย จำนวน ๑๖ บูธ (ชนิดละ ๔ บูธ) อาทิ ผ้าไหมแพรวา
จ.กาฬสินธุ์, กลุ่มหัตถกรรมพื้นบ้านราชบุรีวัดนาหนอง จ.ราชบุรี, กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านเจ้าวัด (ลาวครั่ง) จ.อุทัยธานี และผ้าชาวเขาประยุกต์ร่วมสมัย จ.เชียงใหม่ เป็นต้น การจัดแสดงและจำหน่าย “การขยายงานศิลปาชีพสู่ชุมชน” จัดแสดงเป็น Pavilion ขนาดพื้นที่ ๒๕๐ ตารางเมตร จัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ จำนวน 12 บูธ (ภูมิภาคละ 3 บูธ) และ จัดแสดงผลิตภัณฑ์ชุมชนของหมู่บ้านข้างพระตำหนัก ๔ ภูมิภาค เป็นต้น
การจัดแสดงและจำหน่าย OTOP Signature จัดแสดงเป็น Pavilion ขนาดพื้นที่ 1,000 ตารางเมตร จำนวน ๔๐ จังหวัดๆ ละ ๑๘ ตารางเมตร จัดแสดงผลิตภัณฑ์ สาธิต และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ ของจังหวัด มีความโดดเด่น เป็นที่รู้จักทั่วไป เชื่อมโยงการท่องเที่ยวในชุมชน อาทิ ชาชัก จ.สตูล, ผ้าทอมัดหมี่โคกเจริญ จ.ลพบุรี, จักสานบางเจ้าฉ่า จ.อ่างทอง น้ำมันเหลือง จ.ตราด และขนมสาลี่ จ.สุพรรณบุรี เป็นต้น การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ จำนวนมากกว่า 2,000 บูธ เป็นต้น
“ กรมการพัฒนาชุมชนจะการเนรมิตพื้นที่กว่า 60,000ตารางเมตร มีผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP เข้าร่วมในงานครั้งนี้มากกว่า 2,000รายเข้าร่วมในงาน และคาดว่าการจัดงานครั้งนี้ จะมียอดเงินสะพัด ไม่ต่ำกว่า 900 ล้านบาท ซึ่งสามารถช่วยกระจายรายได้ให้กับเศรษฐกิจชุมชนฐานรากให้มีความเข้มแข็ง ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศมากยิ่งขึ้น (เทียบกับผลการจัดงานฯ ที่ผ่านมา เมื่อปี 2560 ประสบผลสำเร็จ และมียอดจำหน่ายกว่า 874 ล้านบาท” นายอภิชาต กล่าว
ทั้งนี้ การจัดงานศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP ก้าวไกล ด้วยพระบารมี ครั้งที่ 7ในครั้งมั่นใจว่าจะ เป็นการเพิ่มช่องทางการตลาด และสร้างรายได้ให้กับชุมชน และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ในภาพรวมของประเทศให้เติบโตยิ่งขึ้น เนื่องจากมีการเชื่อมโยง และขยายตลาด กับภาคีหน่วยงาน อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อส่งเสริมให้ผลิตภัณฑ์ที่มีอัตลักษณ์ ความเป็นวิถีไทยอย่างผ้าไหมไทย ให้สามารถอวดโฉมสู่สากลได้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันก็มีการส่งเสริมในหลากหลายมิติ อาทิ OTOP ขึ้นเครื่อง การนำผลิตภัณฑ์ไปโรดโชว์ในต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้ ส่งผลให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการมีรายได้ และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ
มากยิ่งขึ้น เป็นต้น






