วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ลด‘การตายบนถนน’ให้เหลือ‘0’เรื่องเหลือเชื่อที่เป็นไปได้

นับวันอัตราผู้เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุบนท้องถนนก็ยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ยืนยันได้จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกที่จัดอันดับไทยเป็นอันดับ 2 ของโลก

ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน มูลนิธินโยบายถนนปลอดภัย จึงร่วมกับศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน และกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ตลอดจนภาคีเครือข่ายต่างๆ จัดงานสัมมนาวิชาการระดับชาติ เรื่องความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 13‘ลงทุน เพื่อความปลอดภัยทางถนนที่ยั่งยืน’ เมื่อวันที่ 6-7 ธันวาคม 2560 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ

นพ.ธนะพงศ์ จินวงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน กล่าวว่าสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนน ถือเป็นปัญหาสำคัญระดับโลก แต่ละปีมีผู้เสียชีวิตทั่วโลกถึง 1.3 ล้านและบาดเจ็บกว่า 50 ล้านคน จนองค์การปอหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศนั้นๆ

อย่างไรก็ดี ประเทศไทยกลับมีอัตราผู้เสียชีวิตติดอันดับต้นๆ ยืนยันได้จากข้อมูลใบมรณบัตรราวปีละ 14,000-15,000 คน หรือเฉลี่ยวันละ 40-50 คน และเมื่อตรวจสอบข้อมูลเชิงละเอียด ทั้งจากใบมรณบัตร ตำรวจ และประกันภัยยังพบอีกว่ายอดผู้เสียชีวิตขยับสูงขึ้นอีกร้อยละ 33 หรือเฉลี่ย 20,000 คนต่อปี และสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจถึง 5 แสนล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ 6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม จึงต้องอาศัยกระบวนการจัดการของทุกภาคส่วน ทั้งนโยบาย งบประมาณ และการบังคับใช้กฎหมายที่สอดคล้องกับทิศทางเป้าการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อนำไปสู่แผนการบริหารจัดการที่ยั่งยืนขึ้น

ด้านตัวแทนภาครัฐ สุธี มากบุญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวย้ำว่า การป้องกันและลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุเป็นสิ่งที่รัฐบาลตะหนักมาก โดยภายในปี 2563 รัฐบาลตั้งเป้าจะลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุให้ได้ครึ่งหนึ่ง ทว่าต้องยอมรับว่า เป้าหมายดังกล่าวเป็นเรื่องท้าทายมาก และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างมาตรฐานและความมีวินัยในการใช้ถนน ก็จะทำให้อุบัติเหตุลดลงไปได้อย่างสมบูรณ์ ขณะเดียวกัน รัฐบาลเองก็จะเน้นการทำงานแบบบูรณาการตามหลักประชารัฐมากขึ้น โดยเริ่มต้นรวบรวมกรณีศึกษา ตัวเลขและข้อมูลต่างๆ จากทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคมให้เป็นหนึ่งเดียวเพื่อเป็นบรรทัดฐานจนนำไปสู่การจัดการอย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน การทำงานเชิงลึกรายพื้นที่ก็เป็นสิ่งที่ต้องเร่งพัฒนา ปัจจุบันภาครัฐมีกลไกศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนระดับชาติและจังหวัดแล้ว แต่ระดับอำเภอและระดับท้องถิ่นยังไม่เป็นรูปธรรมเท่าใดนัก เพราะถึงจะมีกฎระเบียบต่างๆ แต่ยังไม่ได้มีการมอบภารกิจและงบประมาณที่ชัดเจน ส่งผลให้การแก้ปัญหาส่วนใหญ่มักมุ่งไปที่ช่วงเทศกาลเป็นหลัก ซึ่งเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า แม้จะใช้ทรัพยากรจำนวนมาก แต่ทำงานที่ขาดการวางแผนและระบบที่ดี ย่อมไม่สามารถลดจำนวนอุบัติเหตุลงได้ ดังนั้นทุกหน่วยงานจึงจำเป็นต้องร่วมกันถอดบทเรียน โดยเฉพาะการนำนวัตกรรมเชิงวิชาการมาใช้ให้มากขึ้น เช่นการปรับปรุงทางหลวงทุกระดับให้ได้มาตรฐานยิ่งขึ้น

เช่นเดียวกับ มาตรการ 4 ห้าม 2 ต้อง คือห้ามขับเร็ว-ห้ามดื่ม ห้ามง่วงขับ ห้ามโทรขับ และต้องคาดเข็มขัด ต้องสวมหมวกนิรภัยเมื่อขับขี่จักรยานยนต์ ซึ่งอาจจะไม่เพียงพอต่อสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะมุ่งสนใจที่พฤติกรรมของผู้คนเป็นหลัก แต่ในอนาคตจะต้องนำองค์ความรู้ใหม่ๆ รวมไปถึงประสบการณ์ของผู้คนในพื้นที่มาประยุกต์ให้มากขึ้น เพื่อช่วยให้หน่วยงานต่างๆ สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อนำไปสู่การออกแบบเครื่องใหม่ๆ ที่จะสามารถป้องกันอุบัติเหตุทางถนนได้อย่างแท้จริง

การสร้างจิตสำนึกให้เกิดขึ้นกับเยาวชนก็เป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ ปัจจุบันมีการนำหลักสูตรเรื่องความปลอดภัยเข้าไปในระดับการศึกษามากขึ้น ทั้งระดับอนุบาลจนถึงอุดมศึกษา แต่ก็ยังถือว่าไม่เพียงพอ การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากการปลูกจิตสำนึกและเน้นย้ำว่าประเด็นเป็นเรื่องใหญ่ที่ทุกคนต้องตระหนักและรู้เท่าทันความเสี่ยง ทั้งการใช้จักรยานยนต์และพาหนะส่วนตัวอย่างไรจึงจะปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมากขึ้น

“ตอนนี้อุบัติเหตุที่เกิดขึ้น มาจากรถจักรยานยนต์ 80 เปอร์เซ็นต์ รถยนต์รองลงมา ส่วนรถโดยสาร รถตู้น้อยลง เนื่องจากมีจีพีเอสกำกับ และช่วงเวลาของการเกิด 16-20 นาฬิกา เป็นช่วงที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ซึ่งถ้ามีภาควิชาการเข้ามาเสริมหรือผลักดันวิธีการ เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้รวดเร็วขึ้น เพราะฉะนั้นต่อไปเราอาจจะต้องพัฒนาสถาบันฝึกอบรมตามหลักวิชาการให้มากขึ้น เพื่อเป็นนำข้อมูลสำหรับชี้แนะการดำเนินการของรัฐบาลในโอกาสต่อไป”

ทั้งหมดนี้แม้ะเป็นเรื่องยาก แต่หากทุกฝ่ายพยายามปรับตัว สร้างความเข้าใจ และร่วมมือกันทำงานทั้งเชิงรุกและเชิงรับ เพื่อปรับพฤติกรรมของผู้ที่ใช้ถนนทั่วประเทศ โอกาสที่อุบัติเหตุจะลดลงและอัตราการตายจะใกล้เคียงศูนย์ที่สุด ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่ไกลเกินเอื้อม