วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ต้องเตรียมเงินเท่าไหร่ ไว้ซื้อความดี ?

 

“ความเอ๋ย ความดี ที่นี่ ที่ไหนมีขายบ้าง ราคาเท่าไหร่จะได้เตรียมตังค์” คำถามเสียงดังของเดช พุ่มคชา  นักพัฒนาอาวุโส ที่ชวนให้ทุกคนที่ได้ยินสะดุดคิดและสะกิดใจ สะท้อนดังออกมาจากเวที“We are CSO Forum 2 ความดีไม่มีขาย (Goodness not for sale)” ซึ่งจัดขึ้นโดย สถาบันส่งเสริมภาคประชาสังคม (สสป.) ร่วมกับ สำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส)และกรมธนารักษ์

เป็นอีกครั้งของเวทีที่หยิบยก “ความดี” มาเป็นตัวอย่างในการสร้างแรงบันดาลใจผ่าน 4 เรื่องเล่าร่วมกับ 4 เพลงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9

“วันสุข”จึงเก็บตกไฮไลท์ เรื่องราว “คุณค่าของความดี ที่ไม่มีขาย” จากสองหนุ่มสาว หนึ่งข้าราชการครู และผู้พิการทางสายตาที่ลุกขึ้นมารวมกลุ่มกันเริ่มต้นทำสิ่งดีๆที่พวกเขาต่างค้นพบด้วยตัวเอง ซึ่งหวังว่าอาจเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคน

obpk“คุณค่าของคนไม่ได้อยู่ที่มูลค่าของทรัพย์สินที่มี แต่มันอยู่ที่ว่าเราทำอะไรเพื่อใครหรือยัง”

ชานนท์ เครือด้วงผู้ก่อตั้งกลุ่มดินสอสีรุ้ง เอ่ยเปิดประเด็นเป็นคนแรก เขาย้ำว่า ถ้าการเปลี่ยนแปลงหากเริ่มต้นที่ตัวเราก่อน ก็เท่ากับว่าเป้าหมายที่จะร่วมพัฒนาสังคมก็จะขยับใกล้เข้ามา เขาบอกว่าชีวิตที่ไม่เคยทำอะไรเพื่อคนอื่นเลยเหมือนเป็นชีวิตที่ปราศจากคุณค่า

“ดังนั้นวันนี้เราเริ่มออกไปทำอะไรเพื่อคนอื่นกันดีกว่า”

ด้านอดีตข้าราชการครูที่กลายเป็นผู้อนุรักษ์ต้นลำพูต้นสุดท้ายอย่างสมปอง ดวงไสวได้เล่าถึงเรื่องราวของการเริ่มต้นเป็นคนอนุรักษ์ว่า “วันนั้นผมดูถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่เก้าเสด็จเดินรอบสวนสันติชัยปราการ แล้วทรงมีรับสั่งกับสมเด็จพระนางเจ้า ฯ ว่าบางกอกไม่มีมะกอก บางม่วงไม่มีมะม่วง แต่บางลำพู ยังมีต้นลำพูใหญ่ต้นเก่าแก่ เมื่อจะสร้างพระที่นั่งฯ เกรงว่าจะไปบังต้นลำพู ผมจึงจดบันทึกกระแสพระราชดำรัสนั้นไว้ไม่ให้ตกหล่น จากนั้นจึงเริ่มต้นชวนลูกศิษย์สามคนชวนกันไปวัดขนาดความกว้างความยาวของต้นลำพู จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์ต้นลำพูต้นสุดท้าย”

ขณะที่ จิตชนก ต๊ะวิชัยเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่ผันตัวเองกลับไปทำนาที่บ้านเกิด หลังเรียนจบบปริญญาตรีจากรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยได้ต่อยอดพัฒนาความรู้จนกลายมาเป็นต้นแบบในการสร้างการเรียนรู้ ผ่านศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ที่ใต้ถุนบ้านของเธอเอง เล่าว่าชีวิตของเธอเปลี่ยนไปหลังคิดจะทำสิ่งดีๆ ด้วยความมุ่งมั่น

“การตั้งมั่นและให้ความสำคัญในสิ่งที่ทำไม่ว่าจะทำอะไรโดยเฉพาะเรื่องที่ดี มันก็จะส่งผลย้อนกลับมาหาตัวเราเองเสมอ อย่างวันนี้จากคนบ้าที่เริ่มทำนาโยน กลายมาเป็นคนที่ทุกวันนี้ต้องรับมือกับการเข้ามาสัมภาษณ์ของสื่อมากมายที่เราก็ไม่รู้มาจากไหน”

สุดท้าย พีรพงศ์ จารุสาร ประธานอนุกรรมการศูนย์กฎหมายตาทิพย์ สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ผู้พิการทางสายตา ร่วมขยายภาพคุณค่าความดีจากบทบาทงานของกลุ่มพลังจิตอาสาว่า การรวมกลุ่มจะเป็นอีกจุดเปลี่ยนที่ช่วยให้คุณภาพชีวิตของคนในสังคมดีขึ้น

“พลังของการรวมกลุ่มเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงให้แก่สังคม อย่างสมาคมคนตาบอดเองก็ดำเนินตามแนวทางนี้ เพราะเราไม่สามารถทำงานหรือแก้ปัญหาได้เพียงลำพัง”

สรุปง่ายๆ ว่า เราไม่ต้องเตรียมสตางค์ไปหาซื้อ เพราะความดีนั้น “ไม่มีขาย”

ที่สำคัญ “ WE ARE CSO ใครๆก็เป็นได้” ...แม้แต่ตัวคุณเอง