วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ยอดขายไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 1.2 %

เรด ล็อบสเตอร์ (Red Lobster) และมาตรการลดต้นทุน มีส่วนสำคัญในการเติบโตของผลกำไรสุทธิ

 

กำไรสุทธิครึ่งปีแรก ของปี 2560 เท่ากับ 2,880 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.4 เปอร์เซ็นต์ จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

ยอดขายครึ่งปีแรก ของปี 2560 เท่ากับ 66,244 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1 เปอร์เซ็นต์ จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

7 สิงหาคม 2560, กรุงเทพฯ – บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 2 ประจำปี 2560 ยอดขายรวมเพิ่มขึ้น 1.2 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับ 34,811 ล้านบาท เมื่อเทียบจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ถึงแม้ว่าอัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวนและสภาวะตลาดเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ในส่วนของผลกำไร บริษัทมีกำไรสุทธิเท่ากับ 1,411 ล้านบาท ลดลง 7.6เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบจากระยะเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

กำไรขั้นต้นลดลง 14.5 เปอร์เซ็นต์ จากปีก่อน เท่ากับ 4,669 ล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้น เท่ากับ 13.4 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับอัตรากำไรขั้นต้นในไตราส 1 ปี 2559 ที่ 15.9เปอร์เซ็นต์  

ซึ่งอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงเป็นผลมาจากราคาวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจปลาทูน่า รวมถึงค่าเงินในยุโรปที่อ่อนค่าลงอีกด้วย

ในส่วนของธุรกิจหลักของไทยยูเนี่ยน ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า มียอดขายเติบโตสูงสุดที่ 12.9 เปอร์เซ็นต์ จากปีที่แล้ว อยู่ที่ 4,502 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ต่างๆ และการรุกทำตลาดที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนยอดขายธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็นของบริษัท เพิ่มขึ้น 6 เปอร์เซนต์ เมื่อเทียบจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา เป็น 12,914 ล้านบาท ในขณะที่ยอดขายธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป (ambient) ลดลง 2.8 เปอร์เซนต์จากปีที่แล้ว เนื่องจากความต้องการอาหารทะเลแปรรูปในทวีปยุโรปซบเซาและค่าเงินสกุลหลักอ่อนตัว รวมถึงราคาปลาทูน่าที่ยังสูงขึ้น

ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2560 ไทยยูเนี่ยน มีกำไรสุทธิ 2,880 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.4 เปอร์เซนต์ จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว และยอดขายรวมสูงขึ้น 1 เปอร์เซนต์ เป็น 66,244 ล้านบาท จากปีก่อนหน้านี้

ยอดขายจากผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของไทยยูเนี่ยนยังคงอยู่ที่ 43 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงครึ่งปีแรก ที่เหลือมาจากธุรกิจการรับจ้างผลิตและธุรกิจบริการทางด้านอาหาร สำหรับยอดขายในตลาดสหรัฐอเมริกายังคงมีสัดส่วนที่มากที่สุดเท่ากับ 38 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายทั้งหมดในช่วง 6 เดือนแรก ปี 2560 ตามด้วยตลาดยุโรปเป็นอันดับรองลงมา ด้วยสัดส่วนยอดขายเท่ากับ 33 เปอร์เซ็นต์ ตลาดในประเทศไทย มีสัดส่วนเท่ากับ 8 เปอร์เซ็นต์  ตลาดญี่ปุ่นมีสัดส่วนเท่ากับ 6 เปอร์เซ็นต์ และตลาดอื่นๆ มีสัดส่วนเท่ากับ 15 เปอร์เซ็นต์

ถึงแม้จะเป็นฤดูกาลของธุรกิจที่วุ่นวายน้อย ธุรกิจเรด ล็อบสเตอร์ ในอเมริกา ยังคงแข็งแกร่งและสร้างผลกำไรสุทธิ 235 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ โดยส่วนใหญ่มาจากภาระภาษีที่ลดลงและดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้การควบคุมต้นทุนที่รัดกุม ทำให้ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารในไตรมาสที่ 2 ลดลง 9.6 เปอร์เซ็นต์ จากปีที่แล้ว มาอยู่ที่ 3 พันล้านบาท และอัตราหนี้สินต่อทุนสุทธิในไตรมาสที่ 2 ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 1.33 เท่า จาก 1.37 เมื่อต้นปี เนื่องจากการบริหารเงินสดที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

"เรามีความพอใจในผลประกอบการที่มั่นคงนี้มาก ถึงแม้ว่าเราจะคงต้องเผชิญกับความท้าทายในเรื่องของต้นทุนวัตถุดิบ และสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนในหลายตลาดอยู่" นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าว

"ในส่วนการลงทุนเชิงกลยุทธ์ใน เรด ล็อบสเตอร์และความพยายามในการควบคุมต้นทุนนั้น ได้ส่งผลเชิงบวกให้แก่บริษัท" นายธีรพงศ์กล่าวเพิ่มเติม

เมื่อเดือนมิถุนายน 2560 ที่ผ่านมา ไทยยูเนี่ยนได้เผยแพร่รายงานความยั่งยืนประจำปี ซึ่งให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานของไทยยูเนี่ยนในปี 2559 ที่สะท้อนตามตัวชี้วัดสำคัญ และเป้าหมายที่ได้ระบุไว้ใน SeaChange® กลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของไทยยูเนี่ยน โดยรายงานดังกล่าวพูดถึงมาตรการความยั่งยืนที่บริษัทใช้ในการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมอาหารทะเลทั่วโลก รวมถึงความก้าวหน้าในการดำเนินกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนในทุกภาคส่วนของการทำธุรกิจ ตั้งแต่การที่บริษัทดูแลท้องทะเล จัดการขยะและของเสีย จนถึงความรับผิดชอบที่มีให้แก่พนักงานในการสร้างอนาคตการทำงานที่ดี และสื่อสารให้สังคมได้รับรู้ ซึ่งรายงานฉบับเต็มได้ สามารถอ่านได้ ที่นี่

สำหรับในการต่อยอดจาก SeaChange® บริษัทได้บรรลุข้อตกลงร่วมกับกรีนพีซในเดือนกรกฎาคม ในการมีพันธกิจต่อธุรกิจอาหารทะเลที่ยั่งยืนและมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น เป็นการสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ร่วมกันเพื่อท้องทะเลที่สมบูรณ์ และเมื่อเดือนมิถุนายน ที่งานประชุม World Economic Forum (WEF) ในนครนิวยอร์ก ไทยยูเนี่ยนได้ให้พันธสัญญาต่อแถลงการณ์การตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของปลาทูน่าปี 2563 (Tuna 2020 Traceability Declaration) โดยพันธสัญญาดังกล่าวเพื่อสนับสนุนการดำเนินการตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (UN Sustainable Development Goals - SDGs) นอกจากนี้เรายังได้ลงนามเป็นสมาชิกในโครงการ Seafood Business for Ocean Stewardship (SeaBOS) โดยจะมุ่งมั่นในการพัฒนาการดำเนินงาน รวมทั้งผลักดันให้ทั้งอุตสาหกรรมอาหารทะเลร่วมดำเนินตาม

นอกจากนี้ ไทยยูเนี่ยนยังได้ร่วมกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมและหน่วยงานต่างๆ อาทิเช่น องค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ด้านความร่วมมือทางท้องทะเลและการประมง (U.S. Agency for International Development’s Oceans and Fisheries Partnership) ในการใช้โปรแกรมนำร่องการตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบแบบดิจิตอล บริษัทได้ติดตั้งระบบสื่อสาร “Fleet One” ของ Inmarsat บนเรือประมง ในขณะที่ลูกเรือ กัปตัน และเจ้าของเรือได้รับการอบรมการใช้งานแอพพลิเคชั่นการสื่อสาร “Fish Talk” ซึ่งพัฒนาโดย Xsense ซึ่งจะทำให้พวกเขาสามารถติดต่อกับครอบครัวและเพื่อนได้ทั่วโลกในขณะที่อยู่ในทะเล นับเป็นครั้งแรกของวงการการประมงไทย

“ไทยยูเนี่ยน มีบทบาทในการเป็นผู้นำและสร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก ในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตอาหารทะเลรายใหญ่ที่สุดในโลก” นายธีรพงศ์ กล่าว “เมื่อมองไปในอนาคตข้างหน้า บริษัทยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงและยึดมั่นในการเป็นผู้นำที่แข็งแกร่ง ที่จะไม่ยอมแพ้ต่อความท้าทายในการสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมนี้ต่อไป”

###

เกี่ยวกับ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ทียู

บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นผู้นำธุรกิจอาหารทะเลของโลก ซึ่งส่งมอบผลิตภัณฑ์อาหารทะเลที่มีนวัตกรรม รสชาติดี มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และมีคุณภาพสูงให้กับผู้บริโภคทั่วโลกมาเป็นเวลาเกือบ 40 ปี

วันนี้ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ปลาทูน่าบรรจุภาชนะชนิดต่าง ๆ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมียอดขายต่อปีมากกว่า 1.34แสนล้านบาท (3.8พันล้านเหรียญสหรัฐ) และมีพนักงานทั่วโลกรวมกันมากกว่า 46,000 คน ซึ่งล้วนทุ่มเทเพื่อผลิตภัณฑ์อาหารทะเลที่มีนวัตกรรม และมีความยั่งยืน

ไทยยูเนี่ยนเป็นเจ้าของแบรนด์ทั่วโลก ประกอบด้วย แบรนด์ที่เป็นผู้นำตลาดโลกอย่าง Chicken of the Sea, John West, Petit Navire, Parmentier, Mareblu ,King Oscar, และ Rügen Fisch รวมทั้งแบรนด์ชั้นนำในประเทศไทย ได้แก่ ซีเล็ค, ฟิชโช เบลลอตต้า และมาร์โว่

จากพันธกิจในการเป็นบริษัทแห่งนวัตกรรมและดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบทั่วโลก ไทยยูเนี่ยนภูมิใจที่ได้เป็นหนึ่งในภาคีข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (United Nations Global Compact) และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิเพื่อความยั่งยืนของอาหารทะเลสากล (International Seafood Sustainability Foundation - ISSF) ในปี 2558 ไทยยูเนี่ยนเปิดตัวกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน SeaChange® และดำเนินการในเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่องเรื่องมาโดยตลอดในเรื่องดังกล่าว จนส่งผลโดยรวมให้ไทยยูเนียนได้รับการคัดเลือกให้เป็นสมาชิกของดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices หรือ DJSI) สำหรับตลาดเกิดใหม่มาตั้งแต่ปี 2557 และในปี 2559 ไทยยูเนี่ยนได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกของ DJSI เป็นปีที่สามติดต่อกัน นอกจากนี้ ไทยยูเนี่ยนได้รับการคัดเลือกให้ติดอันดับดัชนี FTSE4Good Emerging Index เมื่อเร็ว ๆ นี้อีกด้วย http://seachangesustainability.org.

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับสื่อมวลชน กรุณาติดต่อ
บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

กฤษณา ปานสุนทร
Head of External Affairs Corporate Communications
มือถือ: +66 61 418 1461
อีเมล์: [email protected]