ให้องค์กรไทยต่อสู้ภัยคุกคามใหม่อย่างมั่นใจ ชูความสำคัญของศักยภาพของพันธมิตรบนซีเคียวริตี้แฟบลิคที่ต้องเอื้อและสอดคล้องกัน
นายพีระพงศ์ จงวิบูลย์ รองประธาน แห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และฮ่องกง ของฟอร์ติเน็ต(ยืนกลาง)ได้นำทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีความปลอดภัยเครือข่ายและทีมนักวิเคราะห์ภัยจากฟอร์ติการ์ตแล็ปส์ให้การบรรยายเชิงวิชาการในงานสัมมนาประจำปี “Fortinet 361o Security” โดยให้ความรู้ถึง 4 ขั้นตอนที่องค์กรไทยสามารถสร้าง Cyber Resiliency เกราะป้องกันภัยทรงประสิทธิภาพ ทั้งนี้เนื่องจาก ธุรกิจไทยขยายการเชื่อมโยงไปยังลูกค้าและซัพพลายเออร์มากขึ้นซึ่งล้วนใช้เทคโนโลยที่หลากหลาย
ดังนั้น ซีเคียวริตี้แฟบลิคใหม่ (Security Fabric) ผืนผ้าความปลอดภัยที่ถักทอร้อยกันขึ้นมาจากอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ ซอฟท์แวร์และศักยภาพด้านการป้องกันภัยจากพันธมิตรที่หลากหลาย จึงจะสามารถช่วยองค์กรป้องกันภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพครบทุกด้านอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ได้จับมือกับหน่วยงานด้านความปลอดภัย Cyber Threat Alliance เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลภัยที่เกิดขึ้นระหว่างกัน อาทิ NATO, Interpol, US-CERT, CERT-EU และล่าสุด Korea Internet & Security Agency ศักยภาพของพันธมิตรที่เอื้อประโยชน์นี้ จึงทำให้ฟอร์ติเน็ตสร้างเกราะป้องกันภัยให้แก่เครือข่ายในปัจจุบันและอนาคตได้โดยปราศจากการผ่อนปรนกับภัยคุกคามที่เข้ามา
ข้อมูลเพิ่มเติม
นายพีระพงศ์ จงวิบูลย์ รองประธาน แห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และฮ่องกง ของฟอร์ติเน็ตดูลูรกิจในดูแลประเทศไทย เมียนมาร์ ลาวกัมพูชา เวียตนามและฮ่องกง ได้นำทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีความปลอดภัยเครือข่ายและทีมนักวิเคราะห์ภัยจากฟอร์ติการ์ตแล็ปส์ให้การบรรยายเชิงวิชาการถึง 4 ขั้นตอนที่องค์กรไทยสามารถสร้าง Cyber Resiliency เกราะป้องกันภัยทรงประสิทธิภาพครบทุกด้าน ในงานสัมมนา “Fortinet 361o Security”
ฟอร์ติเน็ตได้ให้ความรู้ด้าน Cyber Resiliency (แนวทางขององค์กร ในการเตรียมความพร้อมปกป้องและสู้ภัยคุกคาม) นี้ สืบเนื่องมาจากฟอร์ติเน็ตได้รับทราบความเห็นจากเหล่าซีไอโอและซีอีโอรวมทั้งซีอาร์โอ (Chief Risk Officer) ทั่วโลกจากการวิจัยล่าสุด พบว่าผู้บริหารระดับสูงเหล่านั้นต้องการหาหนทางที่ครบถ้วนในการบริหารด้านความปลอดภัยให้กับองค์กรตน
ดังนั้น ฟอร์ติเน็ตจึงแนะนำวิธีสร้าง Cyber Resiliency ให้กับองค์กรทั่วโลกเป็น 4 ขั้นตอน คือ
เตรียมตัว (Prepare)
องค์กรจำเป็นต้องลงมือจัดการในทุกวิถีทางที่จะสร้างความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง และองค์กรจำเป็นต้องมีการสำรวจสถานการณ์ปัจจุบันด้านความปลอดภัยของตนเองโดยการทดสอบและการตรวจสอบหลายๆ ครั้ง องค์กรต้องมีศักยภาพในการเห็น (Visibility) สิ่งที่เกิดขึ้นได้ทั่วเครือข่ายอย่างชัดเจน และต้องสามารถระบุได้ว่าทรัพยกรใดที่สำคัญและตัดสินใจเลือกจุดที่สมดุลย์รหว่างงานที่รับผิดชอบทำเองและงานที่ให้บุคคลที่สามด้านความปลอดภัยเข้ามาช่วย และอื่นๆ อีกมาก
ดักจับ ป้องกัน และโยกย้าย (Detect, protect and migrate)
ในขั้นต่อไป จะรวมถึงวิธีการดักจับและบล็อคภัยคุกคามทั้งหลาย การป้องกันภัยไม่ให้เข้ามาในเครือข่ายองค์กร และถึงแม้มีการคุกคามใดที่เข้ามาได้ องค์กรควรจะทำอย่างไร มีโซลูชั่นใดที่องค์กรควรใช้ในการลด กักกันภัย และท้ายสุดกำจัดภัยนั้น
- แก้ไข (Recover)
ต่อไปจึงเป็นขั้นตอนที่องค์กรควรกระทำให้การแก้ไขกลับคืนมาจากการคุกคามอย่างรวดเร็ว ถ้าสามารถโยกย้ายและกักภัยสำเร็จเรียบร้อยดีแล้ว ขั้นตอนการแก้ไขนี้จะทำได้อย่างรวดเร็วและลดสภาวะธุรกิจหยุดชะงักได้น้อยมาก
- เรียนรู้ (Learn)
องค์กรควรนำรายงานและบทวิเคราะห์ว่าได้จับ (ภัย) อะไรมา มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง อะไรเป็นจุดอ่อน ภัยได้เข้ามาทำความเสียหายให้กับองค์กรอย่างไร นำสิ่งที่เรียนรู้ใหม่มานี้ กลับไปใช้ในขั้นตอนแรก ใหม่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะเป็นการปรับปรุงกลยุทธ์ด้านความปลอดภัยให้ดีขึ้นและจะเป็นการพัฒนาสิ่งแวดล้อมด้านความปลอดภัยทั้งหมดให้แข็งแกร่งขึ้น
โดยได้เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ธุรกิจไทยขยายการเชื่อมโยงไปยังลูกค้าและซัพพลายเออร์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเครืข่ายของตนมากขึ้น ซึ่งองค์กรเหล่านั้นล้วนใช้เทคโนโลยที่หลากหลาย ดังนั้น ฟอร์ติเน็ตจะได้สร้างซีเคียวริตี้แฟบลิคใหม่ (Security Fabric) ผืนผ้าความปลอดภัยใหม่ ที่ถักทอร้อยกันขึ้นมาจากอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ ซอฟท์แวร์และศักยภาพด้านการป้องกันภัยจากพันธมิตรที่หลากหลาย อาทิ IBM Cloud, Amazon Web Services (ด้าน Cloud), Big Switch, CISCO (ด้าน SDN), Bit 9, Carbon Black (ด้าน Sanbox), Firemon (ด้าน Management) เป็นต้น ทำให้แน่ใจว่า อุปกรณ์จากฟอร์ติเน็ตจะทำงานเข้ากับส่วนประกอบของพันธมิตรได้ จึงทำให้ลูกค้าที่ซื้ออุปกรณ์ไปแล้ว สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพครบทุกด้านอย่างรวดเร็ว และประหยัด
ทั้งนี้ ในด้านความร่วมมือของข้อมูลภัยคุกคามสำคัญที่เรียกกันว่า Threat intelligence นั้น ฟอร์ติเน็ตได้จับมือกับหน่วยงานด้านความปลอดภัยในความร่วมมือ Cyber Threat Alliance เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลภัยที่เกิดขึ้นล่าสุดระหว่างสมาชิกด้วยกัน อาทิ NATO, Interpol, US-CERT, CERT-EU และล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคมนี้ ได้ลงนามในสัญญาแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ Korea Internet & Security Agency หน่วยงานสำคัญที่ดูแลด้านภัยไซเบอร์ของเกาหลีอีกด้วย ทั้งนี้ ศักยภาพของพันธมิตรที่เอื้อประโยชน์กันนี้ จึงทำให้ฟอร์ติเน็ตเป็นรายเดียวที่สามารถสร้างเกราะป้องกันภัยให้แก่เครือข่ายในปัจจุบันและอนาคตได้โดยปราศจากการผ่อนปรนกับภัยคุกคามที่เข้ามา






