เชื่อมห่วงโซ่อาหาร การท่องเที่ยวและศิลปะ ลิ้มรส “มรดกไทย” ในทุกคำ “ศิลปะ” กับ “อาหาร”
องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท ชูโลว์คาร์บอนเมนูร่วมปั้น “เสน่ห์ปลายจวัก” สร้างเศรษฐกิจฐานราก จับชีวิตวิถีชุมชนนำเสนอผ่านอาหารท้องถิ่น เชื่อการท่องเที่ยวเชิงศิลปะอาหาร (Gastronomic tourism) เป็นการท่องเที่ยวอีกรูปแบบหนึ่งที่ช่วยเชื่อมการเกษตรไปกับการสืบทอดวัฒนธรรมและเพิ่มมูลค่าให้การท่องเที่ยวไทย
ชุมชนบ้านไร่กองขิง เป็นชุมชนแห่งสุขภาพ 1 ใน 13 ชุมชนต้นแบบในพื้นที่พิเศษ ระดับรางวัล
กินรีทองคำและรางวัล PATA inspired ปี 2015 นอกจากนี้ยังเป็นพื้นที่ทำการศึกษางานวิจัยของสำนักคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (สกว.) ในการนำเสนอแนวคิดการพัฒนาการเชื่อมโยงของห่วงโซ่อาหาร ทำให้เป็นสินค้าและบริการท่องเที่ยวที่มีความน่าสนใจ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวที่ไขว่คว้ามองหาประสบการณ์ที่แตกต่าง และเห็นคุณค่าความเป็นชุมชนจากการลิ้มรสอาหาร พูดคุยเรียนรู้ถึงที่มาของวัตถุดิบที่ใช้ตามวิถีชีวิตและธรรมชาติ
พันเอก ดร. นาฬิกอติภัค แสงสนิท ผู้อำนวยการ อพท. กล่าวว่า “อาหารท้องถิ่นเป็นมากกว่าอาหาร เราคิดให้เกิดการเชื่อมต่อทางเศรษฐกิจจากชุมชนสู่อุตสาหกรรมต่างๆที่อยู่นอกชุมชน เพราะรายได้ที่เกิดจากการท่องเที่ยวมีจำนวนหนึ่งที่รั่วไหลออกจากชุมชน โดยทั่วไปการรั่วไหลออกมีได้ 3 ทางคือ 1. การรั่วไหล ตั้งแต่ยังมาไม่ถึง เช่น ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่านายหน้าในการจองที่พักและการจัดการกิจกรรมต่างๆ ค่าโดยสารก่อนเดินทางมาถึงชุมชน เป็นต้น 2. การซื้อของต่างๆจากนอกพื้นที่ รายได้มาถึงแล้วแต่เรามีต้นทุนวัตถุดิบต่างๆที่ไม่สามารถผลิตเองที่จุดหมายปลายทาง และ 3. การไหลออกของเงินที่ไปกับการจ้างงานคนนอกพื้นที่หรือผู้ประกอบกิจการที่มาจากนอกพื้นที่ การท่องเที่ยวไทยในภาพรวมก็ไม่ต่างกัน เราจะทำอย่างไรให้การท่องเที่ยวได้ช่วยให้เกิดประโยชน์กับชุมชน ให้เกิดประโยชน์กับประเทศอย่างแท้จริง ในพื้นที่พิเศษของ อพท. จึงมีวิธีคิดให้เห็นเส้นทางห่วงโซ่อุปทานอาหารมาร้อยเป็นกิจกรรมต่างๆของการท่องเที่ยว”
รายได้ที่เกิดจากการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่ทำการศึกษาในพื้นที่พิเศษพบว่า มีสัดส่วนของค่าอาหารที่มาถึงชุมชนมากถึงร้อยละ 30-40 ของค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยว ในขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาการไหลออกจากต้นทุนวัตถุดิบหากต้องจัดหามาจากนอกชุมชน (Internal Leakage) มีสัดส่วนเฉลี่ยประมาณร้อยละ 40-50 อพท. เจาะลึกจากการศึกษาพบว่า การให้บริการอาหารแก่นักท่องเที่ยวในชุมชนโดยใช้วัตถุดิบใน ท้องถิ่น นอกเหนือจากเป็นการกระจายรายได้ให้คนในชุมชน รวมถึงลดต้นทุนแล้ว ยังเป็นการสร้างความยั่งยืนทางวัฒนธรรม ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คงไว้และส่งเสริมให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) เพิ่มความมั่นคงทางด้านอาหาร ประเทศไทยต้องตั้งคำถามให้เกิดการจัดการผลประโยชน์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำอย่างไรให้รายได้ที่ได้ในส่วนนี้เพิ่มขึ้นและคงอยู่กับชุมชนให้มากที่สุด โดยทำได้สองวิธีควบคู่กันไป คือ
1) การเพิ่มมูลค่าจากศิลปะ การออกแบบ ความคิดสร้างสรรค์ และ
2) การเพิ่มคุณค่าทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ลงไปในจานอาหาร
ในกรณีตัวอย่างที่บ้านไร่กองขิงเน้นการซื้อวัตถุดิบจากคนในชุมชนก่อน แต่ละบ้านมีอะไรปลูกอะไรนำมาขาย และมีการร่วมซื้อหากเป็นการไปซื้อวัตถุดิบจากนอกชุมชน บ้านไร่กองขิงจึงยังคงเสน่ห์ แม้มีการเปลี่ยนจากอาชีพที่เป็นเกษตรกรในชุมชนไปบ้าง มีการทำธุรกิจอื่นๆที่มีรายได้มากกว่ามาทดแทนการทำการเกษตร การทำการท่องเที่ยวเชิงศิลปะอาหารทำให้เกิดการส่งเสริมสวนสมุนไพรและนำมาเป็นจุดเด่นในการประกอบอาหารเพื่อสุขภาพและการนำไปผลิตสินค้าของที่ระลึกในนาม “สุขสยาม” การส่งเสริมให้เกิดการกระจายรายได้ที่อยู่ภายในชุมชนนี้ช่วยลดการนำเข้าวัตถุดิบจากแหล่งที่ไกลกว่าที่มักมาทดแทนการใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปัญหาการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ยังช่วยเชื่อมโยงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้แก่ท้องถิ่นได้อีกด้วย ก่อให้เกิดการป้องกันการรั่วไหลของเงิน และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ชุมชน ตามแนวคิด ‘โลว์คาร์บอนเมนู’ ของผู้อำนวยการ อพท.
พ่อหลวงสมศักดิ์ อินทะชัย ผู้นำชุมชน กล่าวว่า “บ้านไร่กองขิงมีกลุ่มเกษตรยามว่างอาหารปลอดภัย จัดตั้งขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเรื่องสุขภาพของคนในชุมชน โดยผู้นำชุมชนใช้ความรู้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริส่งเสริมให้คนในชุมชนทำเกษตรปลอดสารพิษเพื่อใช้รับประทานเองและแบ่งปันในชุมชนเพื่อสุขอนามัยที่ดีของคนในชุมชน (ปลูกที่กิน กินที่ปลูก) กลุ่มแปรรูปสมุนไพร โดยผู้นำชุมชนได้สร้างศูนย์บริการเพื่อสุขภาพเพื่อเป็นสถานที่ในการออกกำลังกายของคนในชุมชน และเป็นการส่งเสริมให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้จากการนำสมุนไพรมาแปรรูป และการให้บริการนวด อบ ประคบสมุนไพร”
การนำเรื่องการเกษตรปลอดภัยมาร้อยเรียงเป็นอาหาร เล่าเรื่องสามารถเพิ่มมูลค่า รังสรรค์ให้เกิดคุณค่าไม่เพียงอยู่ในชุมชนแต่มีการทำงานเชื่อมออกไปสู่อุตสาหกรรมหลัก “เชฟแบล็ค” เชฟศิลปิน (Artisan Chef) ชื่อดังแห่งจังหวัดเชียงใหม่จากร้านแบล็คคิทช์ (Blackitch) ใจกลางย่านนิมมานเหมินทร์ แหล่งฮิปสเตอร์เชียงใหม่ ได้นำวัตถุดิบจากชุมชนบ้านไร่กองขิงมาประดิษฐ์เป็นอาหารจานศิลปะ ในรูปแบบใหม่ เล่าเรื่องชุมชนจากวัตถุดิบที่ใช้กลายเป็น “สันถวไมตรีแห่งอาหารไทย” คงไม่มีวิธีการใดที่จะสามารถบอกเล่ามรดกความเป็นไทยได้ดีและมีประสิทธิภาพมากไปกว่าการบอกเล่าผ่านศิลปะของอาหารไทย มีอาหารไทยอีกมากมายที่ยังไม่เป็นที่รู้จักในแวดวงการท่องเที่ยว ในครั้งนี้เราจะสามารถบอกให้กับชาวโลกได้รับรู้ว่า “อาหารไทยไม่ได้มีแต่ต้มยำกุ้ง” ทุกคำคือ เรื่องราววัฒนธรรมวิถีชีวิตไทย อาหารไทยกับการท่องเที่ยวจะสามารถขับเคลื่อนไปด้วยกันได้ในเชิงยุทธศาสตร์ในอนาคต
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ งานประชาสัมพันธ์ อพท.
มัธนา เมนแก เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์
โทร. ๐๘ ๑๙๑๗ ๐๘๘๒






