วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

วันผู้อพยพย้ายถิ่นสากล พ.ศ. 2558 Migrant Crisis Proction

การนำเสนอสถานการณ์ และรายงานประจำปีเนื่องในวันผู้อพยพย้ายถิ่นสากล พ.ศ. 2558 Migrant Crisis Proction

อย่างที่โรงพยาบาลวังจันทร์ จังหวัดระยอง ที่ยึดตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุขเมื่อวันที่ 13 ส.ค.2556 โดยเปิดช่องให้แรงงานข้ามชาติที่ไม่มีเอกสารสามารถซื้อบัตรประกันสุขภาพได้โดยใช้เพียงการพิมพ์ลายนิ้วมือถามชื่อสกุลแล้วให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรับรองเท่านั้นจึงอยากให้ทุกโรงพยาบาลยึดตามแบบโรงพยาบาลวังจันทร์ที่อย่างน้อยแรงงานข้ามชาติก็จะสามารถเข้าถึงการพยาบาลขั้นพื้นฐานได้

ประธานเครือข่ายปฏิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังพบสถานพยาบาลจำนวนไม่น้อยมีเงื่อนไขไม่ขายประกันสุขภาพให้แก่เด็กผู้ติดตามโดยเฉพาะกลุ่มเด็กผู้ติดตามที่พ่อแม่ไม่มีเอกสารจากการสำรวจล่าสุดเมื่อปี2558พบผู้ติดตามหายออกจากระบบจำนวนมากถึง 40,000 – 50,000 รายและที่น่ากังวลคือกรณีกระทรวงสาธารณสุขได้ทำการยกเลิกสิทธิประโยชน์สำหรับเด็กแรกเกิดกรณีป่วยหลังคลอด28วันซึ่งเด็กต้องซื้อประกันสุขภาพทันทีหลังคลอดทำให้ผู้เป็นพ่อแม่จะต้องจ่ายเงินเองค่ารักษาพยาบาลส่วนกรณีการให้ยาต้านไวรัสกรณีผู้ติดเชื้อHIV ให้กับแรงงานข้ามชาติพบว่าสถานพยาบาลจำนวนไม่น้อยยังคงมีข้อจำกัดในแง่ของการให้บริการตามสิทธิประโยชน์ของประกันสุขภาพซึ่งพบว่าการเบิกจ่ายจากส่วนกลางยังไม่สามารถเบิกจ่ายได้เต็มจำนวน

ประธานเครือข่ายปฏิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติกล่าวอีกว่าวิธีแก้ปัญหาในขั้นต้นทางรัฐบาลหรือกระทรวงสาธารณะสุขเองต้องหันมาดูแลเรื่องหลักประกันสุขภาพของแรงงานข้ามชาติอย่างจริงจังเบื้องต้นควรยกเลิกข้อจำกัดเกี่ยวกับเรื่องเอกสารเกี่ยวกับการทำบัตรสุขภาพโดยยึดตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุขเมื่อวันที่13ส.ค.2556ที่เปิดช่องให้แรงงานข้ามชาติที่ไม่มีเอกสารสามารถซื้อบัตรประกันสุขภาพได้โดยใช้เพียงการพิมพ์ลายนิ้วมือถามชื่อสกุลแล้วให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรับรองเท่านั้นนอกจากนี้ในสถานพยาบาลแต่ละแห่งต้องมีเจ้าหน้าที่ประจำที่รู้ในภาษาต่างประเทศเช่นภาษาพม่าเขมรมาคอยให้บริการสื่อสารเป็นล่ามให้อาจมีการจ้างคนชาตินั้นที่รู้ในภาษาไทยมาคอยให้บริการได้เป็นต้นเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมในการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพ

ด้าน น.ส.ณัฐริกาญจน์ ทองสมบูรณ์ ผู้ประสานงาน Save the children กล่าวถึงประเด็นการศึกษาและการคุ้มครองเด็กข้ามชาติว่าจากผลสำรวจล่าสุดในปี2558เกี่ยวกับเด็กไม่มีสัญชาติที่อยู่ในประเทศไทยประมาณ300,000คนซึ่งในจำนวนนี้เป็นเด็กที่ไม่ได้อยู่นะระบบการศึกษาถึง 46 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าสูงมาก และพบเด็กข้ามชาติศึกษาในระดับที่สูงขึ้นโดยเฉพาะระดับมัธยมนั้นน้อยปัญหาสำคัญมาจากบางโรงเรียนของรัฐไม่รับเด็กเข้าเรียนอ้างว่าต้องขอเอกสารหลักฐานจากนักเรียนเพิ่มเพราะกลัวว่าจะมีปัญหาเรื่องการขอรับเงินอุดหนุนรายหัวและกังวลเรื่องผลสอบการสอบประเมินคุณภาพการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (สอบNT) ขณะที่โรงเรียนเอกชนแม้จะเปิดรับเด็กเข้าเรียนแต่มีข้อกังวลในเรื่องของกฎหมายโดยเฉพาะการไม่มีหลักฐานแสดงตนรวมไปถึงเรื่องค่าใช้จ่ายที่แพงผู้ปกครองรับไม่ไหวเนื่องจากหาเช้ากินค่ำ

ผู้ประสานงานSave the children กล่าวต่อว่าปัจจุบันในพื้นที่อ.แม่สอดมีการหาทางออกเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวอย่างน่าสนใจที่มาจากความร่วมมือของเขตพื้นที่อำเภอคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนและผอ.รร.เอกชนเพื่อช่วยเหลือให้เด็กได้รับเงินอุดหนุนรายหัวโดยใช้การจัดทำข้อมูลพื้นฐานของเด็กต่างด้าวแล้วส่งข้อมูลให้กับฝ่ายความมั่นคงของที่ว่าการอำเภอเพื่อจัดทำประวัติและเลข13หลัก(ขึ้นต้นด้วยเลข0) และทางโรงเรียนเอกชนจะรายงานข้อมูลเด็กต่างด้าวที่ได้รับเลข13หลักต่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพื่อขอรับการสนับสนุนเงินรายหัวซึ่งประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง

น.ส.วรางคณากล่าวอีกว่าแม้เด็กต่างด้าวจะมีทางเลือกในการเข้าเรียนศูนย์การเรียนรู้ (Learning Center) ที่มีจำนวน95ศูนย์กระจายอยู่ทั่วประเทศมีนักเรียนประมาณ17,161คนแต่ก็พบปัญหาและอุปสรรคเนื่องจากศูนย์เหล่านี้เป็นของกลุ่มคนข้ามชาติที่บริหารจัดการเองจึงทำให้เข้าไม่ถึงสิทธิในหลายส่วนที่เขาควรได้รับนอกจากนี้ยังพบปัญหาความไม่ยั่งยืนของตัวศูนย์เนื่องจากเงินทุนสนับสนุนจากองค์กรเอกชนลดน้อยลงปัจจุบันมีศูนย์การเรียน19ศูนย์มีความเสี่ยงที่จะปิดตัวลงส่งผลให้เด็กไร้สัญชาติจำนวนประมาณ5,500คนจะได้รับผลกระทบไม่มีที่เรียน

น.สณัฐริกานต์กล่าวต่อว่า ข้อเสนอแนะในเรื่องการจัดการศึกษาสำหรับเด็กข้ามชาติและคนที่ไม่มีสัญชาติไทยในกรณีเด็กที่ไม่เลขประจำตัว13หลักทางสถานศึกษาควรจะต้องรวบรวมข้อมูลของเด็กและประสานงานไปยังฝ่ายทะเบียนในท้องที่เพื่อจัดทำทะเบียนประวัติสำหรับคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยตามมาตรา38ของพรบ.การทะเบียนราษฎรดังเช่นแนวปฏิบัติที่เกิดขึ้นแล้วในพื้นที่อ.แม่สอดจ.ตากและขอให้ยกเลิกคุณสมบัติของนักเรียนที่ระบุไว้ตามข้อ6(3) ค. ที่ระบุว่า“เป็นนักเรียนที่มีเลขประจำตัวประชาชนที่ออกโดยกระทรวงมหาดไทย”ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยมาตรการการช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนเอกชนเป็นเงินอุดหนุนรายหัวพ.ศ. 2558และดำเนินการจัดสรรงบรายหัวให้แก่นักเรียนทุกคนที่เรียนอยู่จริงในโรงเรียน

ขณะที่นายบัณฑิตธนชัยเศรษฐวุฒินักวิชาการแรงงานมูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน กล่าวถึงสถานการณ์แรงงานข้ามชาติในระบบประกันสังคมว่าปัจจุบันมีจำนวนผู้ประกันตนต่างชาติในระบบประกันสังคมทั้งหมด 492,240 คนประกอบด้วยสัญชาติเมียนมาร์ 305,181 คนกัมพูชา 90,643 คนลาว 12,501 คนและอื่นๆอีก 83,915 คนซึ่งในจำนวนนี้คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึงครึ่งของแรงงานที่ควรได้รับสิทธิ์ประกันสังคมอีกทั้งสิทธิประโยชน์ของประกันสังคมยังไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของแรงงานข้ามชาติด้วยทั้งเรื่องเงินชราภาพและเงินสงเคราะห์การคลอดบุตร

โดยสาเหตุที่แรงงานข้ามชาติเข้าไม่ถึงประกันสังคมเพราะมีปัญหาเรื่องฐานข้อมูลคือไม่มีฐานข้อมูลแรงงานต่างชาติที่ขึ้นทะเบียนกับประกันสังคมที่จำแนกตามรายจังหวัดและอาชีพหรือขึ้นทะเบียนตามประเภทแรงงานและได้รับอนุญาตทำงานโดยผ่านการพิสูจน์สัญชาติและไม่มีหลักฐานข้อมูลจำนวนประเภทการใช้บริการการประสบอันตรายหรือการเจ็บป่วยนอกจากนี้ยังมีการเลือกปฏิบัติโดยคนไทยมองว่าแรงงานข้ามชาติอาจนำโรคร้ายมาสู่สังคมไทยไม่มองว่าเขาก็เป็นมนุษย์มีศักด์ศรีซึ่งหากแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้จะทำให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนและทำให้แรงงานข้ามชาติเข้าถึงระบบประกันสังคมมากขึ้น

นอกจากนี้แล้วที่สำคัญยังมีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายและการบูรณาการของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอาทิการตรวจสอบข้อมูลการส่งเงินสบทบของนายจ้างและการใช้ระบบตรวจสุขภาพที่ซับซ้อนและที่เป็นปัญหาหนักคือนายจ้างหรือผู้ประกอบการไม่ค่อยแจ้งแรงงานข้ามชาติให้มาขึ้นทะเบียนประกันสังคมหรือคิดว่าเป็นเรื่องสมัครใจจึงไม่นำแรงงานไปขึ้นทะเบียนรับสิทธิประกันสังคมหรือนายจ้างบางคนมีการใช้แรงงานหนักส่งผลให้แรงงานหลบหนีจึงไม่ได้ติดตามมาขึ้นทะเบียนและ

ที่แย่ที่สุดคือแรงงานข้ามชาติบางคนถูกนายหน้าสวมสิทธิทับนายแจ้งซึ่งเมื่อเกิดปัญหาการเจ็บป่วยก็หาคนรับผิดชอบลำบากมากเนื่องจากไม่ใช่นายจ้างที่แท้จริงขณะที่ตัวแรงงานข้ามชาติเองก็ขาดความรู้ความใจในสิทธิประกันสังคมทั้งในเรื่องภาษาและการเข้าถึงข้อมูลหรือบางคนมีได้รับใบอนุญาตทำงานล่าช้าหรือต้องรอการพิสูจน์สัญญาติหรือถูกนายจ้างยึดบัตรทำงานไว้ทำให้ไม่ได้รับสิทธิอย่างที่ควรจะเป็นดังนั้นสิ่งสำคัญคือวันนี้แรงงานต้องรู้จักเรียนรู้ที่จะเรียกร้องสิทธิของตนเองส่วนภาครัฐก็ต้องสนับสนุนช่วยเหลือและเร่งประชาสัมพันธ์สื่อสารด้วยภาษาของแรรงงานถึงการเข้าถึงสิทธิและการรับบริการเป็นต้น

นายบัณฑิตกล่าวต่อว่าเรื่องที่เป็นห่วงในขณะนี้คือรัฐมีความพยายามปรับปรุงระบบประกันสังคมให้แยกเฉพาะสำหรับแรงงานข้ามชาติโดยกำหนดให้นายจ้างซื้อประกันชีวิตให้ลูกจ้างแทนการเข้าสู่ระบบประกันสังคมและให้เหตุผลว่าเพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการเนื่องจากแรงงานข้ามชาติเข้ามาทำงานไม่กี่ปีก็ต้องเดินทางกลับประเทศต้นทางอีกทั้งรัฐยังไม่ต้องร่วมจ่ายเงินสมทบมีเพียงฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างเท่านั้นที่ต้องจ่ายเงินสมทบแต่ทั้งนี้จะไม่ได้สิทธิประโยชน์กรณีคลอดบุตรสงเคราะห์บุตรและว่างงาน

“เรื่องนี้รัฐควรทบทวนเนื่องจากคนทำงานที่มีรายได้ทุกคนในประเทศไทยควรได้รับสิทธิที่เท่าเทียมเป็นธรรมมิเช่นนั้นอาจถูกมองว่าไทยเลือกปฏิบัติโดยเฉพาะทุกวันนี้ประเทศไทยถูกจัดอันดับการค้ามนุษย์อยู่ในอันดับเทียร์ 3 อยู่แล้วจึงไม่อยากให้เรื่องการจำกัดสิทธินี้ทำให้สถานการณ์ของประเทศแย่ลงไปอีกนอกจากนี้หากมีการบริหารกองทุนผิดพลาดหรือเก็บเงินสะสมไม่ได้ตามเป้าก็เป็นไปได้ว่ารัฐจะต้องมาแบกรับภาระและนำภาษีของประชาชนมาร่วมจ่ายเงินอีกซึ่งจะเกิดปัญหาตามมาอย่างมาก”นายบัณฑิตกล่าว

น.ส.ศุกาญจน์ตาสุขไผ่ตาผู้แทนมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนากล่าวถึงสิทธิแรงงานข้ามชาติในการเข้าถึงเงินทดแทนและผู้หญิงทำงานในบ้านว่านับตั้งแต่ปี2549-ปัจจุบันมูลนิธิฯได้รับเรื่องร้องเรียนกรณีแรงงานข้ามชาติถูกละเมิดสิทธิในหลายกรณีเฉลี่ยเดือนละ10เรื่องอาทิการไม่ได้รับเงินค่าจ้างที่ควรจะเป็นไปตามกฎหมายหรือเมื่อเจ็บป่วยจากการทำงานแต่ไม่สามารถเข้าถึงเงินทดแทนที่ดูแลโดยสำนักงานประกันสังคมได้เป็นต้นโดยในส่วนของเงินกองทุนทดแทนตามพรบ.เงินทดแทนนั้นมีเจตนารมณ์ชัดเจนว่าให้ลูกจ้างสามารถเข้าถึงการเยียวยาความเสียหายได้อย่างรวดเร็วไม่ว่าจะเป็นสัญชาติไทยหรือเป็นแรงงานข้ามชาติ

ผู้แทนมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนากล่าวอีกว่าแม้ที่ผ่านมาสำนักงานประกันสังคมได้พยายามออกแนวปฎิบัติเพิ่มเติมเงื่อนไขด้านเอกสารการทำงานและสถานการณ์เข้าเมืองจึงทำให้แรงงานข้ามชาติที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงานได้รับเงินทดแทนโดยสำนักงานประกันสังคมออกคำสั่งให้นายจ้างเป็นผู้จ่ายเงินทดแทนและเกิดการเจรจาต่อรองทำให้ลูกจ้างไม่สามารถรับเงินทดแทนตามคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมหรือบางรายไม่สามารถเข้าถึงการเยียวยาเนื่องจากไม่สามารถติดตามนายจ้างได้และการออกคำสั่งดังกล่าวเป็นการเลือกปฏิบัติต่อแรงงานข้ามชาติเป็นเหตุให้ตัวแทนแรงงานข้ามชาติต้องยื่นฟ้องสำนักงานประกันสังคมต่อศาลปกครองเมื่อเดือนมกราคม2553ใช้ระยะเวลาในการต่อสู้ในชั้นศาลเป็นระยะเวลากว่า 5 ปีกระทั่งวันที่ 9 กันยายน2558 ศาลปกครองสูงสุดได้ยืนยันสิทธิของแรงงานจะไม่ถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุความแตกต่างด้านสถานะบุคคลและเอกสารแสดงตนและการที่นายจ้างไม่จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนไม่ใช่เงื่อนไขที่สำนักงานประกันสังคมจะปฏิเสธไม่จ่ายเงินจากกองทุนให้แก่แรงงานข้ามชาติที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน”น.ส.ศุกาญจน์ตากล่าว

ผู้แทนมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนากล่าวต่อว่าดังนั้นทางมูลนิธิฯจึงขอเรียกร้องให้สำนักงานประกันสังคมจ่ายเงินทดแทนแก่แรงงานข้ามชาติทุกรายจากกองทุนเงินทดแทนหากมีข้อเท็จจริงของลูกจ้างเป็นไปตามพรบ.เงินทดแทนและให้ดำเนินการทางกฎหมายอย่างจริงจังต่อนายจ้างที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่กำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนพร้อมทั้งกำหนดให้นายจ้างเพิ่มมาตรการในการรักษาความปลอดภัยในที่ทำงานในประเภทกิจการที่มีการร้องเรียนจากลูกจ้างว่าประสบอันตรายจากการทำงานสูงสุดได้แก่กิจการก่อสร้างและการผลิตที่ลูกจ้างต้องทำงานร่วมกับเครื่องจักรกล

น.ส.ศุกาญจน์ตากล่าวอีกว่ากรณีการเข้าถึงความยุติธรรมของลูกจ้างทำงานบ้านก็ถือเป็นเรื่องสำคัญจากการประเมินของกระทรวงแรงงานนั้นลูกจ้างทำงานบ้านในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ300,000คนโดยมีลูกจ้างทำงานบ้านจากประเทศเพื่อนบ้านได้แก่ลาวกัมพูชาและเมียนมาร์ขึ้นทะเบียนประมาณ45,000คนทางมูลนิธิฯพบว่าโอกาสเข้าถึงความคุ้มครองนั้นยังมีข้อจำกัดกว่าแรงงานในกิจการอื่นๆโดยเฉพาะพรบ.คุ้มครองแรงงานพ.ศ.2541ที่ให้การคุ้มครองแรงงานเป็นบางส่วนการเข้าไม่ถึงระบบการคุ้มครองด้านสวัสดิการเช่นสิทธิในพรบ.เงินทดแทนเนื่องจากคำนิยามของคำว่า“ลูกจ้าง”ตามพรบ.เงินทดแทนมิได้รวมถึงลูกจ้างทำงานเกี่ยวกับงานบ้านอันมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วยผู้ตรวจแรงงานของกระทรวงแรงงานยังไม่มีนโยบายเข้าตรวจสถานที่ทำงานของลูกจ้างทำงานบ้าน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่คุณศิววงศ์โทร 081-433-9125

คุณบอมโทร089-788-7138,081-860-2305