"วิรัช" ระบุไร้คำตอบ ทิศทางลงมติวาระสามร่างแก้รัฐธรรมนูญ เหตุรอคำวินิจฉัยกลาง ชี้ "ส.ส.ร." มีปัญหาขัดกับคำวินิจฉัย แต่จะประคองไม่ให้แท้ง
นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) และประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่...) พ.ศ.... แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 และเพิ่มหมวดใหม่ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รัฐสภา ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ต่อการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระสาม วันที่ 17 มีนาคม ว่า การพิจารณาก่อนตัดสินใจนั้น จะรอคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งคาดว่าจะเผยแพร่ได้ก่อนวันที่รัฐสภาจะลงมติวาระสาม อย่างไรก็ตามคำวินิจฉัยยของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาก่อนหน้านั้น ซึ่งมีเนื้อหาเพียง 4 บรรทัดนั้น ทำให้เกิดความเห็นแตกแยกและมีความสงสัย ในหลายแนวทาง
“วิปรัฐบาลจะถกเนื้อหาก่อนมีข้อสรุปในวันนี้ จากนั้นวันที่ 16 มีนาคม จะให้แต่ละพรรคหารือในที่ประชุมของตนเอง อย่างไรก็ดีผมมองว่าควรรอคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญเพื่อไม่มีปัญหา หรือ ถูกเสี้ยมว่ารัฐบาลไม่จริงใจต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้หากคำวินิจฉัยกลางยังไม่ออกวันนี้ อาจต้องรอถกกันต่อในวันอื่น แต่หากช่วงเที่ยงวันนี้มีคำวินิจฉัยกลางออกมา อาจมีมติได้” นายวิรัช กล่าว
นายวิรัช กล่าวด้วยว่า ตนในฐานะประธานกมธ.พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญญ ทราบว่ามีบางประเด็นที่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คือ การมอบอำนาจให้ สภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ดังนั้นต้องพิจารณาเพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญระบุว่ารัฐสภาเป็นผู้มีหน้าที่และอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ดังนั้นประเด็นดังกล่าวต้องพิจารณาอีกครั้ง ส่วนจะตัดประเด็น บทบัญญัติว่าด้วย ส.ส.ร.ออกจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ ตนตอบไม่ได้ ทั้งนี้ที่ผ่านมาตนพยายามประคับประคองเพื่อไม่ให้มีปัญหาหรือแท้ง แต่หากทำไม่ได้ต้องเคารพศาลรัฐธรรมนูญเพราะมีผลผูกพันกับทุกองค์กร
เมื่อถามถึงทิศทางของพรรคพลังประชารัฐ นายวิรัช กล่าวว่า ยังไม่มีทิศทางที่เป็นข้อสรุป ทั้งนี้ยอมรับมีคนขอใช้เอกสิทธิ์ งดออกเสียง ไม่เห็นชอบ แต่ต้องหารือกันอีกครั้ง
“การประชุมของวิปรัฐบาล จะให้ทุกฝ่ายแสดงความเห็น และพยาามให้เป็นไปในแนวเดียวกัน อย่างไรก็ดีมีคนที่เสนอความเห็นว่า รับ และไม่รับ ทั้งนี้ต้องเคารพในเอกสิทธิ์ของแต่ละพรรค” นายวิรัช กล่าว.





