ร่างรัฐบาล -ฝ่ายค้านห้ามส.ส.ร.แก้ไข หมวด 2 พระมหากษัตริย์ หากละเมิดให้ร่างรัฐธรรมนูญตกไป ให้อำนาจ “รัฐสภา” วินิจฉัย
การเดินหน้าแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญพ.ศ.2560 ในที่ประชุมรัฐสภา 17 - 18 พฤศจิกายนนี้คงไม่เจอจุดสะดุดหรือจุดพลิกล็อคอีก เมื่อตัวแทนฝ่ายรัฐบาล“วิรัช รัตนเศรษฐ” ฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลสัญญากับพรรคร่วมรัฐบาลพรรคฝ่ายค้านและประกาศต่อสาธารณะว่า
“จะให้ความร่วมมือลงมติรับหลักการแห่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับของฝ่ายค้านและฉบับของฝ่ายรัฐบาลแน่นอนและเดินเข้าสู่การตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณา”
ซึ่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ว่านั้นหมายถึงฉบับที่แก้ไขมาตรา 256 และตั้งหมวดว่าด้วยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ตรงกับญัตติที่ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลเสนอไว้ แต่ในการประชุมรัฐสภาวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้จะมีร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับของประชาชนจำนวน 98,041 รายชื่อที่มี“จอนอึ๊งภากรณ์ผู้อำนวยการโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์)” เป็นผู้แจ้งเจตนาริเริ่มอีกฉบับที่จะนำมาพิจารณา
เมื่อดูเนื้อหาแล้วมีบทบัญญัติกำหนดให้หน้าที่ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นของ“ส.ส.ร.” เช่นเดียวกัน ดังนั้นในทางทฤษฏี“รัฐสภา”ควรจะลงมติรับหลักการร่างของประชาชนด้วยเพราะมีรายละเอียดทำนองเดียวกันและหากไม่ชอบใจประเด็นไหนสามารถแก้ไขเพิ่มเติมในชั้นกมธ. ได้ แต่ในทางปฏิบัติ... อาจไม่เป็นเช่นนั้น
สำหรับโฟกัสเนื้อหาของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ“ฝ่ายค้าน-ฝ่ายรัฐบาล-ประชาชน” ว่าด้วย“หมวดการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” นั้นมีโครงสร้างรายละเอียดสำคัญดังนี้ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)จำนวน 200 คนเหมือนกันแต่กำหนดโครงสร้างที่มาแตกต่างกัน
“ร่างของรัฐบาล” เสนอที่มาจากเลือกตั้ง 150 คนและอีก 50 คนจากการคัดเลือกโดย 3 องค์กรเป็นผู้ดำเนินการคือ1.รัฐสภาคัดเลือก 20 คน, 2.ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยเลือก 20 คนโดยมีเกณฑ์กำหนดคือจากนักวิชาการด้านกฎหมายมหาชน, รัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ 10 คนและจากผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง, การบริหารราชการแผ่นดินหรือการร่างรัฐธรรมนูญส่วนนี้อีก 10 คนและ3.คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)เลือกนักเรียนนิสิตนักศึกษากลุ่มหนึ่งและให้เลือกกันเองเหลือ 10 คน
“ร่างของฝ่ายค้าน” เสนอให้เลือกตั้งตรงจากประชาชนแต่ละจังหวัดใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งและมีเกณฑ์คำนวณหาส.ส.ร.ที่พึงมีของแต่ละจังหวัด
เช่นผลคำนวณคะแนนนิยมทั่วประเทศส.ส.ร.มีฐานที่ 80,000 คะแนนหากผู้สมัครได้คะแนนเลือกตั้งครบคะแนนจะได้รับเลือกเป็นส.ส.ร. แต่หากผู้สมัครแบบเดี่ยวได้คะแนนเกินฐานเช่น1.6 แสนคะแนนก็ยังคงได้สิทธิรับเลือกส่วนคะแนนอีก 80,000 นั้นต้องทิ้งไปแต่หากเป็นผู้สมัครแบบกลุ่มเช่นในกลุ่มมีรายชื่อ 5 คนคนที่ได้รับเลือกเป็นส.ส.ร. ในกลุ่มคือ2 คนเป็นต้น
ประเด็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามผู้สมัครเป็นส.ส.ร.“ร่างของฝ่ายค้านและร่างของฝ่ายรัฐบาล”มีเนื้อหาเหมือนกันอาทิกำหนดอายุ 18 ปี, มีสัญชาติไทย, ห้ามข้าราชการการเมืองรวมถึงส.ส. ,ส.ว., รัฐมนตรีลงสมัครและนำข้อห้ามตามมาตรา 98 ของรัฐธรรมนูญใช้บังคับยกเว้นเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการสื่อมวลชน, เคยจำคุกแค่พ้นโทษแล้วเคยเป็นส.ว. มาก่อนเป็นต้น
ส่วน“ร่างของประชาชน” มีความแตกต่างอย่างสำคัญคือไม่กำหนดเกณฑ์อายุและแม้จะใช้ข้อห้ามตามมาตรา 98 ของรัฐธรรมนูญใช้แต่พบเนื้อหาที่เปิดช่องให้ผู้ติดยาเสพติด, บุคคลที่ถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองและบุคคลที่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุก , บุคคลล้มละลาย, บุคคลที่ถือหุ้นสื่อ, นักพรตนักบวชภิกษุสามเณรลงสมัครเป็นส.ส.ร. ได้
ประเด็นกติกาการเลือกตั้งส.ส.ร. “ฝ่ายค้านและรัฐบาล” เสนอเหมือนกันคือจัดการเลือกตั้งภายใน30 วันนับจากมีรัฐธรรมนูญใหม่จะแตกต่างกันเพียงกรอบเวลาเลือกตั้งให้เสร็จคือ“ร่างฝ่ายรัฐบาล"เสนอ 90 วัน , “ร่างฝ่ายค้าน”เสนอภายใน 60 วันขณะที่“ร่างประชาชน"ให้เลือกตั้งภายใน 90 วันนับจากการมีกกต. และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดใหม่
ประเด็นกรอบการทำรัฐธรรมนูญนั้น“ร่างของรัฐบาล”กำหนดให้ส.ส.ร.ทำให้เสร็จภายใน 240 วัน, “ร่างฝ่ายค้าน”กำหนดให้เสร็จ 120 วันแต่ต้องให้เป็นหน้าที่ของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่กำหนดองค์ประกอบคือมีกมธ. 45 คนแบ่งเป็นตั้งจากส.ส.ร. ตั้ง 30 คนและมาจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน 5 คน, ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ 5 คนและผู้มีประสบการณ์ด้านการเมืองการบริหารราชการแผ่นดินและการร่างรัฐธรรมนูญ 5 คนส่วน“ร่างของประชาชน"กำหนดทำให้เสร็จภายใน 360 วัน
ทั้งนี้กำหนดให้ระหว่างการจัดทำรัฐธรรมนูญต้องฟังความเห็นอย่างรอบด้านจากประชานและให้สิทธิส.ส.,ส.ว. รัฐมนตรีองค์กรที่เกี่ยวข้องสามารถเสนอความเห็นได้
อย่างไรก็ดีในประเด็นของการแก้ไขหมวด 1 บททั่วไปและหมวด 2 พระมหากษัตริย์ร่างของรัฐบาล -ฝ่ายค้านเขียนตรงกันคือห้ามแก้ไขหากส.ส.ร.ละเมิดจะส่งผลให้ร่างรัฐธรรมนูญตกไปพร้อมกับให้อำนาจ“รัฐสภา” เป็นผู้วินิจฉัยขณะที่ร่างของประชาชนไม่ได้กำหนดรายละเอียดดังกล่าวไว้
ประเด็นกระบวนการหลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญทำแล้วเสร็จมีรายละเอียดสำคัญคือร่างของรัฐบาลเหมือนกับร่างของประชาชนที่ระบุว่าเมื่อส.ส.ร. ทำรัฐธรรมนูญเสร็จให้เสนอต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบโดยไม่มีสิทธิแก้ไขเพิ่มเติมสำหรับเกณฑ์ผ่านใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง ,กรณีที่รัฐสภาไม่เห็นชอบให้นำร่างรัฐธรรมนูญออกเสียงประชามติ
ขณะที่“ร่างของฝ่ายค้าน”เขียนให้ทำประชามติทันทีภายในกรอบเวลาไม่น้อยกว่า45 วันแต่ไม่เกิน 60 วันกรณีผลประชามติไม่เห็นชอบให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นตกไป
กรณีเมื่อรัฐธรรมนูญตกไปในขั้นประชามติ “ร่างของฝ่ายค้าน - ร่างของฝ่ายรัฐบาล” กำหนดช่องไม่ให้เกิดทางตันคือให้สิทธิสมาชิกรัฐสภา 1 ใน 5 เสนอญัตติทำรัฐธรรมนูญฉบับแก้ใหม่
สำหรับเสียงเห็นชอบญัตตินั้นต่างกันเล็กน้อยโดยร่างของรัฐบาลให้ใช้เสียงตัดสินไม่ร้อยกว่า 2 ใน 3 ขณะที่ร่างของฝ่ายค้านให้ใช้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งและกำหนดเงื่อนไขห้ามส.ส.ร.ชุดเดิมกลับมาทำหน้าที่อีก
อย่างไรก็ตามในญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง7 ฉบับที่รัฐสภาจะลงมติในวันที่17 -18 พฤศจิกายนนั้นเสียงหนาหูที่เกิดขึ้นคือ“ร่างของประชาชน” จะไม่ผ่านพิจารณาเพราะเนื้อหาที่นำเสนอโดยเฉพาะการแก้ไขรายประเด็นที่เขียนไว้อาทิโละองค์กรอิสระ-ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันทั้งหมด, ตัดเนื้อหานิรโทษกรรมการกระทำของคสช. , ปิดทางนายกรัฐมนตรีคนนอกและกำหนดนายกฯต้องเป็นส.ส., ยกเลิกแผนปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติและสิ่งสำคัญคือการไม่เขียนข้อห้ามแก้หมวด1 และหมวด2 ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเงื่อนไขสำคัญของการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยสมาชิกรัฐสภา
แต่ท้ายสุดหาก“รัฐสภา” ดึงดันไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนทั้งที่เนื้อหารายประเด็นโดยเฉพาะ“ส.ส.ร.” มีจุดต่างเพียงเล็กน้อยและในกระบวนการสามารถปรับแต่งในชั้นกรรมาธิการได้ อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้“สังคม” ไม่เชื่อมั่นต่อกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญที่ถูกตั้งธงไว้ล่วงหน้าว่าไม่เห็นหัวประชาชน





