ความคิดเห็นของ ‘บิ๊กจิ๋ว’ ที่จะให้ ‘บิ๊กตู่’ เป็นนายกฯ 10 ปี จะเป็นไปได้หรือไม่ กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจทางการเมือง
ภายหลัง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคความหวัง ออกมาให้ความเห็นสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม อยู่ในตำแหน่งนานถึง 10 ปี
“ตอนนี้ จำเป็นต้องให้กำลังใจ พล.อ.ประยุทธ์ ถ้าไม่ให้แล้ว จะให้ใคร ส่วนรัฐบาลนี้ จะอยู่ครบวาระ 4 ปีหรือไม่ คงไม่มีใครรู้ อาจจะอยู่ถึง 10 ปีก็ได้ หรือ ต้องไปถามนายโสรัจจะ นวลอยู่ โหรดัง” คำพูดจากพล.อ.ชวลิต
เมื่อมองกลับมายังเสถียรภาพของรัฐบาลในเวลานี้ ถือว่ามีมากพอสมควร เนื่องจากสามารถรวบรวมเสียงข้างมากในสภาได้มากถึง 273 เสียง ซึ่งเป็นตัวเลขล่าสุดที่ออกมาจากการลงมติรับหลักการแห่งร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2564 ซึ่งคงทำให้พออุ่นใจได้ว่าการคุมเสียงในสภาไม่น่าจะมีปัญหา แต่อาจจะมีปัญหาภายในพรรคพลังประชารัฐหรือพรรคร่วมรัฐบาลอยู่บ้าง ซึ่งเมื่อถึงที่สุดแล้วรัฐบาลก็คงจะกอดคอกันไปก่อน
อย่างไรก็ตาม ข้อคิดเห็นของพล.อ.ชวลิต เป็นปัญหาในเชิงกฎหมายว่าพล.อ.ประยุทธ์ จะสามารถอยู่ในตำแหน่งได้นานถึง 10 ปีหรือไม่ โดยในประเด็นนี้ต้องไปหาคำตอบกันในรัฐธรรมนูญพ.ศ.2560
เดิมทีรัฐธรรมนูญไม่เคยกำหนดจำนวนสมัยที่คนหนึ่งจะสามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้กี่สมัยมาก่อน กล่าวคือ คนหนึ่งสามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้ไม่จำกัดสมัย ตราบเท่าที่ตนเองยังชนะเลือกตั้ง หรือ มาด้วยกระบวนการเข้าสู่อำนาจด้วยวิธีพิเศษอย่างการรัฐประหาร แต่เมื่อมาถึงการจัดทำรัฐธรรมนูญ 2550 ปรากฏว่าได้มีการเปลี่ยนหลักการใหม่
โดยกำหนดเป็นบุคคลหนึ่งที่ไม่ว่าจะชนะเลือกตั้งกี่ครั้งและสภาผู้แทนราษฎรจะมีมติให้เป็นนายกฯกี่ครั้ง แต่สุดท้ายแล้วจะเป็นนายกรัฐมนตรีรวมกันไม่เกิน 8 ปี ซึ่งเมื่อครั้งการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ก็ได้นำหลักการที่ว่านี้มาใช้เช่นกัน ดังที่ปรากฏไว้ในมาตรา 158
“นายกรัฐมนตรีจะดํารงตําแหน่งรวมกันแล้วเกิน 8 ปีมิได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดํารงตําแหน่งติดต่อกันหรือไม่ แต่มิให้นับรวมระยะเวลาในระหว่างที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหลังพ้นจากตําแหน่ง” เนื้อหาในมาตรา 158
ทั้งนี้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญยังกำหนดเจตนารมณ์ของมาตรา 158 ไว้ในเอกสารบันทึกความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญ ดังนี้
"เรื่องการเสนอรายชื่อบุคคลเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีได้กำหนดเงื่อนไขว่าบุคคลดังกล่าวจะต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเช่นเดียวกับการเป็นรัฐมนตรีรวมทั้งจะต้องเป็นบุคคลที่พรรคการเมืองมีมติเสนอรายชื่อล่วงหน้า เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งได้ทราบและเป็นเหตุผลหนึ่งในการพิจารณาตัดสินใจในการลงคะแนนให้ผู้สมัครของพรรคการเมืองใด
อันเป็นการเน้นถึงความสำคัญของพรรคการเมืองที่จะต้องพิจารณาบุคคลที่จะเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังกำหนดให้พรรคการเมืองที่จะเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีนั้น จะต้องเป็นพรรคการเมืองที่มีสมาชิกได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าร้อยละห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร”
“การนับระยะเวลาแปดปีนั้น แม้บุคคลดังกล่าวจะมิได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีติดต่อกันก็ตาม แต่หากรวมระยะเวลาทั้งหมดที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของบุคคลดังกล่าวแล้วเกินแปดปี ก็ต้องห้ามมิให้ดำรงตาแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่อย่างไรก็ตาม ได้กำหนดข้อยกเว้นไว้ว่าการนับระยะเวลาการดำรงตาแหน่งของนายกรัฐมนตรีในระหว่างรักษาการภายหลังจากพ้นจากตำแหน่ง จะไม่นำมานับรวมกับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีดังกล่าว การกำหนดระยะเวลาแปดปีไว้ก็เพื่อมิให้เกิดการผูกขาดอำนาจในทางการเมืองยาวเกินไปอันจะเป็นต้นเหตุเกิดวิกฤติทางการเมืองได้”
สำหรับกรณีของพล.อ.ประยุทธ์นั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจนถึงปัจจุบันนับได้ถึง 2 วาระ แบ่งเป็น 1.วาระก่อนการมีรัฐธรรมนูญ 2560 คิดเป็นเวลาประมาณ 3 ปี และ 2.หลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญ2560 ตั้งแต่ 6 เม.ย. 2560 จนถึงปัจจุบันรวมประมาณ 3 ปี
การตีความในประเด็นนี้ ‘วิษณุ เครืองาม’ เคยออกมาให้ความคิดเห็นเมื่อปี 2562 ว่าการเริ่มนับวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพล.อ.ประยุทธ์ ต้องเริ่มนับจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญในปี 2560
จนถึงปัจจุบันพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 3 ปีนับตั้งแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 จึงเหลือระยะที่จะสามารถเป็นนายกฯได้อีกเพียง 5 ปี ซึ่งจะครบ 8 ปี ไม่ว่าจะ ส.ส. และ ส.ว. จะมีมติเลือกให้พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯอีกกี่ครั้งก็ตาม
เว้นเสียแต่ว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญย้อนกลับไปเหมือนในรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ผ่านมาแล้วเกิน 20 ปี





