วันพุธ ที่ 2 กันยายน 2569

Login
Login

'ณัฐพงษ์' ไม่ป้องคนผิด พร้อมจัดการ หลัง สส.ภูเก็ต โดนสอบปมนอมินี

'ณัฐพงษ์' ลั่นถ้าลูกพรรคทำผิด พร้อมจัดการเหมือนเคสอื่น ปัดป้องคนตัวเอง หลัง สส.ภูเก็ต เขต 1 ปชน.ถูกสอบพัวพันนอมินีหุ้น-ไม่แจ้งทรัพย์สิน ป.ป.ช.

เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ ที่ทำการพรรคประชาชน (ปชน.) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรค ปชน.ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต เขต 1 พรรค ปชน. ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวหาพัวพันนอมินีถือหุ้นแทนต่างชาติในที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ใน จ.ภูเก็ตจำนวน 28 บริษัท และไม่ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า ตอนนี้นายสมชาติพร้อมเข้าสู่กระบวนการทุกอย่าง พร้อมที่จะแสดงตัวและเปิดเผยข้อมูลทุกอย่างตามที่หน่วยงานต้องการ แต่ยืนยันว่ากระบวนการพรรคที่ผ่านมาไม่ได้มีการเพิกเฉยหรือนิ่งเฉย เราได้มีการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า จะเทียบเคียงกับเคสที่พรรคประชาชนเคยออกมาเรียกร้องก่อนหน้านี้เช่น เรื่องที่เกี่ยวกับการแจ้งบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ขอให้ลองดูมาตรฐานการดำเนินการของพรรคที่ผ่านมา ในหลายกรณีไม่ใช่เฉพาะกรณีของนายสมชาติเพียงอย่างเดียวเท่านั้นว่า เราเป็นพรรคการเมืองที่พร้อมจะจัดการคนของตัวเองเสมอหากเราเห็นหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการดำเนินการเช่นนั้นจริง โดยเรื่องนี้ตนยังอยากยืนยันว่าเส้นมาตรฐานทางจริยธรรมของนักการควรสูงกว่ามาตรฐานทางกฎหมาย แต่กรณีของนายสมชาติตนและพรรคเห็นแล้วว่าเจ้าตัวพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทุกอย่าง ฉะนั้น จึงยืนยันอีกครั้งว่าพรรคไม่ปกป้องคนของตัวเองแน่นอน

เมื่อถามว่า กรณีที่ไม่ได้มีการแจ้งบัญชีทรัพย์สินครั้งที่แล้ว พรรคได้มีการดำเนินการอะไรไปแล้วบ้างหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ตนคิดว่าต้องให้บุคคลที่อยู่ในกระบวนการวินัยของพรรคมาให้ข้อมูล เพราะส่วนตัวตนอาจจะไม่ได้เห็นข้อมูลในรายละเอียดว่ามีประเด็นอะไรบ้าง เพียงแค่รับทราบเรื่องมา แต่ทุกครั้งที่ตนรับทราบเรื่องมา ตนจะวางหลักการไว้หลักการเดิมเสมอคือหากเห็นและควรเชื่อได้ว่ามีการทำผิดจริงๆ เราก็พร้อมที่จะจัดการคนของเราเหมือนกรณีที่ผ่านมาในอดีต

 

มอง TH-AI Passport ใช้งบ 1.6 พันล้านไม่คุ้มค่า ชูโมเดลสิงคโปร์เน้นปฏิรูปภาครัฐ

นายณัฐพงษ์ ให้สัมภาษณ์ถึงโครงการ TH-AI Passport ว่า อย่างแรกตนวางหลักการไว้ก่อนว่าเราไม่ได้เห็นค้านในการช่วยกันยกระดับการตระหนักรู้และมีความรู้ในการใช้เอไอ (AI adoption) ของประชาชนให้มากขึ้น แต่ประเด็นที่เราเคยตั้งคำถามคือความไม่โปร่งใสและการใช้งบประมาณ และไม่ใช่แค่เรื่องของการใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่โปร่งใส สิ่งที่ควรมองไปข้างหน้า ตนคิดว่าเงิน 1,600 ล้านบาท ถ้าพรรคประชาชนเข้าไปบริหาร ตนเชื่อว่าสามารถที่จะใช้จ่ายในการลงทุนได้อย่างมีประโยชน์ มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ในการเอาเอไอเข้ามาใช้ประโยชน์ในประเทศได้มากกว่านี้ 

นายณัฐพงษ์ ยกตัวอย่างการอภิปรายในสภาของนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ว่า โจทย์หลักตอนนี้ในการพัฒนาเอไอ ไม่ใช่เรื่องของการแข่งขันทำโมเดล ไม่ได้แค่เรื่องของการสร้างการตระหนักรู้ให้ประชาชนเข้ามาใช้เอไอเป็น แต่โจทย์ของภาครัฐคือจะสามารถนำเอไอเข้ามาใช้ในการปฏิรูปกระบวนการภายในภาครัฐอย่างไรให้เกิดประโยชน์ ลดต้นทุน เกิดประสิทธิภาพ และช่วยต่อยอดให้เอกชนเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับภาครัฐได้มากยิ่งขึ้น ตนคิดว่าอันนี้เป็นโจทย์หลักที่ถ้าพวกเรามีโอกาส มีอำนาจในการตัดสินใจในการใช้งบประมาณ 1600 ล้านบาท น่าจะใช้งานได้คุ้มค่ามาก

ส่วนกรณีที่เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน บอกว่าเป็นโครงการที่ห่วยกว่าของฟรี มีความเห็นอย่างไร เคยได้ลองใช้แล้วหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า มีโอกาสได้ลองใช้งานมาบ้าง แต่ยังไม่ได้มากเท่าคนอื่น และเข้าใจว่าตอนนี้ก็มีหลายคนที่ช่วยกันเข้าไปทดลองอยู่แล้ว ตนคิดว่าโจทย์หลักตอนนี้จริง ๆ อยู่ที่ว่า มันไม่ได้เป็นการวัดว่าเอไอในโครงการนี้ที่อยู่ในตลาด มีอะไรที่ดีหรือไม่ดีมากกว่ากัน เพราะสุดท้ายแล้วโครงการ TH-AI Passport ก็ใช้โมเดลจากบริษัทเทคที่มีขายอยู่ในตลาดอยู่แล้ว วัตถุประสงค์โครงการก็เพื่อต้องการทำให้ประชาชนมีความตระหนักรู้ในการใช้เอไอมากขึ้น และมีความรู้เท่าทันเอไอ (AI literacy) มากขึ้น 

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า แต่ในมุมหนึ่ง เห็นการแสดงความเห็นในโลกออนไลน์ซึ่งจะถูกหรือผิดก็ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน และการพร้อมท์-การเจนเนอเรตเอไอบางอย่างก็ถูกตีกรอบในเรื่องที่อาจมีความเซนซิทีฟบางอย่าง ที่เอไอในโครงการของรัฐไม่สามารถตอบคำถามแบบนี้ได้ เมื่อเทียบกับใช้เอไอที่อยู่ในท้องตลาด ซึ่งเป็นเอไอโมเดลเดียวกัน แต่กลับตอบได้ ก็เป็นการตั้งข้อสังเกตว่า เอไอในโครงการ TH-AI Passport ถูกตีกรอบเรื่องของการแสดงความคิดความเห็นเสรีภาพของประชาชนหรือไม่