วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

จับเครือข่ายนำเข้า “โบท็อกซ์-ฟิลเลอร์” ลอบขายออนไลน์

ปคบ.-อย.ขยายผลจับกุมเครือข่ายนำเข้าโบท็อกซ์-ฟิลเลอร์ หลายยี่ห้อ ลักลอบขายผ่านออนไลน์ผิดกฎหมาย พบไม่มีทะเบียน ฉลากไม่ครบ ละเมิดเครื่องหมายการค้า ยึดของกลางกว่า 10 ล้าน เตือนสถานพยาบาล-แพทย์เคร่งครัด กม. ประชาชนอย่าเสี่ยงอันตราย-เสียโฉม ถึงชีวิต

วานนี้ (19 ก.ย.) พล.ต.ต.ศิร์ธัชเขต ครูวัฒนเศรษฐ์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค(ผบก.ปคบ.) พร้อมด้วยตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ร่วมกันแถลงผลการตรวจค้นตามเป้าหมาย ห้องพักภายในคอนโดมิเนียมเบลล่า เอเวนิว ถ.พระราม 9 แขวงและเขตห้วยขวาง กทม. กระทั่งสามารถตรวจยึดโบท็อกซ์-ฟิลเลอร์ ยาไม่ขึ้นทะเบียน ผลิตภัณฑ์เสริมความงามจำนวนมาก และสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าหลายยี่ห้อกว่า 200 รายการ มูลค่าของกลางกว่า 10 ล้านบาท

 ผบก.ปคบ.เปิดเผยว่า ปฏิบัติครั้งนี้เป็นการปราบปรามผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมาย รวมทั้งการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล สินค้าเหล่านี้นอกจากจะส่งผลต่อสุขภาพของผู้บริโภคโดยตรงแล้ว ยังอาจนำไปสู่การถูกตัดสิทธิพิเศษทางการค้า ทำให้สินค้าของไทยบางรายการ ไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ เนื่องจากประเทศไทยได้รับการจัดอันดับ ตามมาตรา 301 พิเศษ ของประเทศสหรัฐอเมริกาให้อยู่ในระดับ Watch List (WL)

 “การปฏิบัติงานร่วมกันในครั้งนี้ จึงมุ่งหวังให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากทุกบัญชีที่ถูกจับตามองของต่างประเทศ และพร้อมที่จะประสานให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานราชการหรือภาคเอกชน โดยจะร่วมมือกันปราบปรามผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมายและการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทย” ผบก.ปคบ. กล่าว

ด้าน นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการ อย. กล่าวว่า หลังการแถลงการจับกุมเครือข่ายบริษัทผู้นำเข้าและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาละเมิดเครื่องหมายการค้า เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.62 ที่ผ่านมา พบการใช้ห้องพักภายในคอนโดฯ เป็นแหล่งพักสินค้า จำหน่ายให้กับลูกค้าหลายกลุ่ม จากนั้นได้ขยายผล กระทั่งพบเบาะแสผู้ที่ลักลอบขายฟิลเลอร์และโบท็อกซ์ผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ ชื่อ TID-KHEM 

ยึดของกลางยา- เครื่องสำอาง 

ทางสำนักงาน อย. จึงรวบรวมหลักฐานทั้งหมด ส่งตำรวจเพื่อสืบสวนเชิงลึก กระทั่งพบต้นตอของผู้กระทำผิด จึงนำไปสู่การเข้าตรวจค้นเป้าหมาย พบของกลางแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.ยาที่ขึ้นทะเบียนตำรับยา อาทิ วิตามินบีรวมชนิดฉีด เช่น โบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ 2.กลุ่มยาไม่มีทะเบียน เช่น โบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ คอลลาเจน กลูตาไธโอน วิตามินซีไลโป และ 3.เครื่องสำอางที่ไม่แสดงฉลากภาษาไทย และเครื่องสำอางที่แสดงฉลากภาษาไทยไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง

 การกวาดล้างยาไม่มีทะเบียนตำรับยา และสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ไม่ทราบว่าผลิตที่ใด สถานที่ผลิตได้มาตรฐานหรือไม่ ผลิตภัณฑ์อาจมีการปนเปื้อนสิ่งแปลกปลอมที่เป็นอันตราย การเก็บรักษาไม่อยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม อาจส่งผลต่อคุณภาพของตัวยาที่ก่อให้เกิดอันตรายอย่างร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

อย.เตือนสถานพยาบาล-แพทย์

 เลขาฯ อย.ระบุว่า ขอย้ำเตือนไปยังผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม และสถานพยาบาลทุกแห่ง ทั้งแพทย์ผิวหนัง แพทย์ศัลยกรรม แพทย์ด้านความงาม จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ต้องมีจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ ต้องใช้ยาที่มีทะเบียนตำรับยา และให้บริการเป็นไปตามมาตรฐาน หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี กรณีแพทย์เป็นผู้กระทำผิดกฎหมายเสียเอง จะต้องถูกส่งไปยังแพทยสภาให้ดำเนินการเอาผิดทางจรรยาบรรณแพทย์ต่อไป

  ขณะที่เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม รองเลขาธิการ อย. กล่าวว่า ขอเตือนประชาชน โดยเฉพาะสาวๆ ทั้งรุ่นเล็กและรุ่นใหญ่ ให้ระมัดระวังการเข้ารับบริการ หากมีความประสงค์ฉีดสารใดๆ เพื่อความสวยงาม ควรเข้ารับบริการกับสถานพยาบาลที่มีใบอนุญาตประกอบสถานพยาบาลตามกฎหมาย เลือกคลินิกที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและต้องอยู่ประจำ ก่อนการฉีดควรสอบถามและขอดูตัวยาที่ใช้ว่า มีการอนุญาตขึ้นทะเบียนถูกต้องหรือไม่ 

เตือนผู้บริโภคอย่าเสี่ยงเสียโฉม

ขอย้ำเตือนไปยังผู้บริโภคอย่าซื้อยาไปใช้เอง หรือฉีดกับหมอเถื่อน อาจเสี่ยงต่อการเสียชีวิต เพราะการฉีดยาบนใบหน้าต้องดำเนินการโดยแพทย์ที่มีความรู้ด้านกายวิภาคบนใบหน้าเป็นอย่างดี เนื่องจากบนใบหน้ามีกล้ามเนื้อเล็ก ๆ และเส้นเลือดมากมาย จึงต้องฉีดด้วยความระมัดระวัง หากเกิดอันตรายจากการแพ้ ทางสถานพยาบาลจะได้รับผิดชอบและช่วยเหลือได้ทันท่วงที 

รองเลขาฯ อย.เปิดเผยด้วยว่า ที่ผ่านมา อย. ได้ตรวจสอบคลินิกและสถานพยาบาลเสริมความงาม พบว่ามีการนำสารโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ คอลลาเจน กลูตาไธโอน ที่ไม่ผ่านการขึ้นทะเบียนมาใช้อยู่เสมอ ซึ่งถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510  พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ.2558 และพ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534  ซึ่งมีโทษจำคุกและปรับตั้งแต่ 5,000-40,000 บาท ตามลักษณะความผิด

นอกจากนี้ ยังมีความผิดตามกฎหมายของศุลกากร ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 ฐานนำเข้าของที่ยังไม่ได้ผ่านพิธีการศุลกากร ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือ ปรับ 4 เท่า ของราคาของที่รวมค่าอากรด้วยแล้ว หรือทั้งจำทั้งปรับและริบของนั้นด้วย