"นายกรัฐมนตรี" ระบุแจ้งเตือนเหตุไม่สงบ จ.ท่องเที่ยวใต้เป็นเรื่องภายใน วอนอย่าตื่นตระหนก หวั่นกระทบเศรษฐกิจ
ที่ทำเนียบรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีมีข่าวแจ้งเตือนการก่อความไม่สงบที่จ.ภูเก็ต พังงา กระบี่ และจ.นราธิวาส ที่มีการร้องเรียนให้ปิดด่านผ่านไทย-มาเลเซียเพื่อป้องกันการก่อการร้าย ว่า อย่าไปแจ้งเตือนกันมากนัก ซึ่งเป็นเรื่องการแจ้งเตือนภายใน และเป็นเรื่องของความมั่นคงให้ระมัดระวังตรงนี้ ปรากฏว่ามีข่าวออกมาข้างนอกก็ทำให้เกิดความวุ่นวาย ซึ่งไม่เกิดประโยชน์อะไร ฝ่ายความมั่นคงเขาก็เตือนกันแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ปิดบัง ฉะนั้นรัฐบาลต้องหาวิธีการ และไปบอกหน่วยงานในพื้นที่ให้ระมัดระวัง ซึ่งประชาชนก็ต้องมีส่วนร่วม แต่เราไปแจ้งเตือนภาคธุรกิจก็วุ่นกันไปหมด
"การปิดช่องทางผ่านแดนจะทำให้เกิดปัญหา ถ้าจะแก้เรื่องความมั่นคงอย่างเดียว แล้วเรื่องเศรษฐกิจ การค้าขาย ก็ต้องไปตรวจมาตรการเข้มคัดกรองให้ดี ช่องทางธรรมชาติก็เยอะ ทหารไม่สามารถอยู่ได้ทุกตารางเมตร ก็ต้องให้ทหารลาดตะเวน เป็นจุดตรวจ จุดเฝ้าตรวจเขาก็ลำบากพออยู่แล้ว ซึ่งตนได้สั่งการว่าให้มีมาตรการลาดตะเวนร่วม เพิ่มมาตรการการใช้เทคโนโลยี อย่างกล้องซีซีทีวี ที่มีการเสื่อมสภาพ ตรงไหนเสียก็ไปซ่อมแซมใช้งบประมาณเท่าไหร่ ซึ่งรัฐบาลกำลังทำอยู่ ทั้งนี้งบประมาณต้องใช้ในหลาย ๆ อย่าง เช่นการจัดหายุทโธปกรณ์ที่มีปัญหามาตลอด ไม่ใช่เพิ่งมีปัญหา อยากจะซื้อมาตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว แต่ไม่ได้ซื้อจะมาซื้อวันนี้ก็เพื่อไม่เสียเงินมากในอีก 20 ปีข้างหน้าทุกอย่างต้องมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า การปิดช่องทางผ่านแดนไทย-มาเลเซีย โดยอ้างการเข้ามาของกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) จะกระทบต่อความสงบเรียบร้อยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การก่อการร้ายและอาชญากรข้ามชาติเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นวาระแห่งชาติอยู่แล้ว และเป็นวาระของคนทั้งโลก วันนี้ทุกประเทศที่มาพบตนก็ห่วงใยในเรื่องนี้ มีการประสานหารือในความร่วมมือ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะวันนี้โลกไร้พรหมแดน ถึงจะมีเขตแดนก็ไร้พรหมแดนทางเทคโนโลยี ทางโซเชียลมีเดีย ท่านต้องมาช่วยตนคิดว่าจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร การบิดเบือนและสร้างแนวคิดที่ไม่ดีอยู่ที่การระดมความคิดของคน อย่าไปร่วมในการทำสิ่งที่ไม่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการก่อการร้าย
เรื่องอาชญากรข้ามชาติ ได้มีการจับกุมและดำเนินคดี ทั้งการทำทัวร์ผิดกฎหมาย การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล สิทธิมนุษยชน
"วันนี้ตนเอาเรื่องสิทธิมนุษยชนไปใส่ในการทำธุรกิจด้วย เพราะการทำธุรกิจต้องคำนึงสิทธิมนุษยชน การดูแล การเยียวยา การเคารพกันในเรื่องสิทธิมนุษยชน หลายเรื่องเป็นปัญหาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการทำเหมืองแร่ วันนี้ให้ไปทบทวนทั้งหมด หากเราไม่แก้อะไรเลย หยุดทุกอย่าง ประชาชนมีความสุขแล้วจะกินอะไรกัน ต้องหาวิธีที่เป็นประโยชน์" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว





