วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'นายกฯ'ย้ำ'สภาธุรกิจฯ' ไทยเดินหน้าสู่ปชต.อย่างชัดเจน

"นายกรัฐมนตรี" หารือร่วมกับ "สภาธุรกิจเพื่อความเข้าใจระหว่างประเทศ" ย้ำให้มั่นใจ ไทยมีรูปแบบคืนสู่ประชาธิปไตยอย่างชัดเจน

เมื่อเวลา 18.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น วันที่ 22 ก.ย.59 โรงแรม Plaza Athenee นครนิวยอร์ก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ร่วมหารือกับสภาธุรกิจเพื่อความเข้าใจระหว่างประเทศ (Business Council for International Understanding) ในโอกาสเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 71 โดยมีเอกชนชั้นนำของสหรัฐ ฯ เข้าร่วมหารือด้วย อาทิ กลุ่มการเงิน กลุ่มอิเลคทรอนิกส์ กลุ่มโทรคมนาคมและการสื่อสาร อุตสาหกรรมค้าปลีก เป็นต้น

พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและสหรัฐ ฯ ที่มีมายาวนาน พร้อมขอบคุณสภาธุรกิจเพื่อความเข้าใจระหว่างประเทศที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจและขยายการลงทุนในไทย ซึ่งสะท้อนให้ว่าภาคเอกชนในสหรัฐฯยังให้ความเชื่อมั่นในศักยภาพและโอกาสทางเศรษฐกิจของไทย ไทยมีความสำคัญต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในฐานะเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าและใหญ่เป็นอันดับสองของอาเซียน โดยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และระดับการพัฒนาเศรษฐกิจ ทำให้ไทยยังเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญ (connectivity hub) ในทุกทางทั้งต่ออนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงไปจนถึงจีนตอนใต้ และต่ออาเซียนโดยรวม ซึ่งภาคเอกชนสหรัฐ ฯ สามารถใช้จุดแข็งของประเทศไทย ให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อธุรกิจและต่อภูมิภาคได้อย่างเต็มศักยภาพ

พล.ต.วีรชน กล่าวว่า นายกรัฐมนตรียังระบุว่า รัฐบาลได้ผลักดันการลงทุนจำนวนมหาศาลเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อพัฒนาความเชื่อมโยง อาทิ การปรับปรุงท่าเรือและสนามบินในประเทศ การปรับปรุงถนนและการสร้างทางรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว กัมพูชา เมียนมาร์ ไปจนถึงจีนตอนใต้ ทั้งการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกที่ทวาย ทั้งการพัฒนาทางรถไฟความเร็วสูง การวางเครือข่ายดิจิตัล และการปรับปรุงท่าอากาศยานและท่าเรือในประเทศทั้งท่าเรือสัตหีบ แหลมฉบัง และมาบตาพุด เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางท่าเรือของภูมิภาค ในส่วนของเศรษฐกิจไทยนั้น ไทยสนับสนุนแนวทางการค้าเสรีและการลงทุนจากต่างประเทศมาโดยตลอด และมุ่งปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจในด้านต่างๆที่เป็นปัจจัยเกื้อหนุนการประกอบธุรกิจ เช่น การปฏิรูประบบภาษีอากรและศุลกากรให้โปร่งใสและทันสมัยขึ้น การปรับปรุงมาตรการจูงใจการลงทุน การปรับปรุงระบบขนส่งมวลชนในเมืองและระบบโลจิสติกส์ การขยายเครือข่ายโทรคมนาคมและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายดิจิตัล ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเอื้ออำนวยให้การประกอบธุรกิจของนักลงทุนทั้งในประเทศและจากต่างประเทศให้สะดวกขึ้น (ease of doing business) รัฐบาลมีจุดมุ่งหมายสำคัญที่จะยกระดับประเทศไทยให้หลุดออกจากกับดักของประเทศที่มีรายได้ปานกลาง โดยได้กำหนดอุตสาหกรรมที่ไทยดำเนินการได้ดีอยู่แล้ว 5 สาขาเพื่อใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมพัฒนาเป็นเข้มข้นยิ่งขึ้น (deepen) ได้แก่ (1) อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่

(2) อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (3) อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ (4) เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ (5) การแปรรูปอาหาร ในขณะเดียวกัน รัฐบาลได้กำหนดอุตสาหกรรมใหม่ที่รู้จักกันในนาม New S-Curve อีก 5 สาขาเพื่อต่อยอดเชื่อมโยงจากอุตสาหกรรมเดิมดังกล่าว ได้แก่ (1) อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ (2) อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ (3) อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (4) อุตสาหกรรมดิจิทัล และ (5) อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร และได้ปรับปรุงมาตรการจูงใจการลงทุนหลายประการทั้งสิทธิประโยชน์เพื่อการลงทุน มาตรการภาษี เป็นต้น นอกจากนี้รัฐบาลกำลังทำในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนในระดับภูมิภาคทั้ง กรอบ PPP และ RCEP ด้วย

พล.ต.วีรชน กล่าวว่า นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงพัฒนาการของประเทศไทยว่า กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ มีการประกาศ Roadmap ของการคืนสู่ประชาธิปไตยนี้อย่างชัดเจน และได้ดำเนินการตาม Roadmap เป็นผลสำเร็จตามขั้นตอน โดยรัฐบาลมีความจริงจังและจริงใจที่จะปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมให้เกิดความก้าวหน้าอย่างยั่งยืนเพื่อให้กลับคืนสู่ประชาธิปไตยที่มั่นคงได้สมดุล ขณะที่ประธานบริหารสภาบีซีไอยูได้กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรี พร้อมชื่นชมความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรีซึ่งประเทศไทยมีเสถียรภาพ รวมทั้งการยกระดับเศรษฐกิจประเทศภายใต้โครงการ Thailand 4.0 ทำให้เพิ่มโอกาสและลู่ทางการค้าและการลงทุนในไทยและภูมิภาคด้วย ซึ่งธุรกิจของสหรัฐฯที่มีการลงทุนในไทยอยู่แล้ว กำลังพิจารณาขยายการค้าและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ธุรกิจภาคบริการและค้าปลีกของสหรัฐ สนใจที่จะเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศทั้งการลงทุนโดยตรงและการร่วมทุน โอกาสนี้ผู้บริหารระดับสูงของภาคเอกชนสหรัฐ ฯ ต่างๆ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแผนงานทางธุรกิจ อาทิ เจ้าหน้าที่ผู้บริหารระดับสูง บริษัท Goodyear Tire and Rubber ได้กล่าวว่าบริษัทฯได้ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมาอย่างยาวนานและมีแผนจะขยายการลงทุนในประเทศไทยโดยเฉพาะ การสร้างโรงงานผลิตยางล้อครื่องบิน เพื่อตอบสนองความต้องการของในอุตสาหกรรมการบินและการขนส่งที่จะเพิ่มมากยิ่งขึ้นในอนาคต ขณะที่รองประธาน บริษัท Walmart กล่าวว่า ไทยได้มีการส่งเสินค้าให้วอลมาร์ท และวอลมาร์ทกำลังพิจารณาขยายการนำเข้าสินค้าจากไทยเพิ่มเติม และเห็นว่ารัฐบาลไทยได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับแรงงานและกระบวนการผลิตอาหารทะเลอย่างจริงจังอีกด้วย