วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

โค้งสุดท้าย! 3 เวทีแจงร่างรธน.-คำถามพ่วงประชามติให้ชาวกรุง

สนช.-กรธ.-สปท.จับมือชี้แจงสาระสำคัญร่างรธน.-คำถามพ่วงประชามติให้ชาวกรุง

คณะอนุกรรมการดำเนินการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ประเด็นที่สมควรให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการออกเสียงประชามติเพิ่มเติมในกรุงเทพมหานคร สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ร่วมกับกรุงเทพมหานครจัดสัมมนาเรื่อง การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ประเด็นคำถามเพิ่มเติมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติและกระบวนการออกเสียงประชามติของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 3 เวที คือ ที่ห้องประชุมมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี เขตทวีวัฒนา ห้างสรรพสินค้าซีคอนสแควร์ บางแค เขตภาษีเจริญ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีไทยบริหารธุรกิจ เขตบางเขน ทั้งนี้เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนในร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงประชามติ โดยมีตัวแทนของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญและตัวแทนของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เข้าร่วมชี้แจงโดยมีประชาชนในเขตพื้นที่และใกล้เคียงเข้าร่วมสัมมนา

โดยที่ห้องประชุมมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี เขตทวีวัฒนา นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่1 ในฐานะประธานอนุกรรมการฯ กล่าวชี้แจงถึงการมีประเด็นคำถามเพ่วงประชามติว่า เนื่องจากการจะเป็นรัฐบาลได้นั้น ต้องมีนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าทีมที่จะทำให้มีการปฏิรูปประเทศเกิดผลสำเร็จ ทางสนช.จึงได้กำหนดประเด็นเพี่มเติมว่าเห็นชอบหรือไม่ เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามยุทธศาสตร์ชาติสมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาล ว่า ในระหว่าง5ปีแรก นับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญ ที่มีการให้ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งการที่จะแก้ปัญหาของประเทศเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอบเหมือนเช่นอดีตนั้นก็ขึ้นอยู่กับประชาชนที่จะออกไปใช้สิทธิลงประชามติว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนญและคำถามพ่วงประขามติในวันที่ 7ส.ค. นี้ ซึ่งตนขอ ขอเชิญชวนให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิ์ในการลงคะแนนให้มากที่สุดด้วย

ขณะที่เวทีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีไทยบริหารธุรกิจ เขตบางเขน นพ. เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิก สนช.ได้อธิบายเหตุผลของคำถามพ่วง ที่เสนอให้ ส.ว.มีส่วนร่วมกับ ส.ส. เลือกบุคคลที่เหมาะสมให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่า เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการปฏิรูปประเทศ ที่ต้องดำเนินการให้เกิดขึ้นภายใน5ปีแรก หลังประกาศใช้ร่างรัฐธรรมนูญ ตอบสนองความสอดคล้องการทำหน้าที่ของ ส.ว. ที่มีหน้าที่เร่งรัดติดตามการปฏิรูปประเทศ และการกำหนดให้คณะรัฐมนตรีต้องรายงานความคืบหน้าต่อรัฐสภาทุก3เดือน ซึ่งจะเป็นหน้าที่ของ ส.ว.ชุดแรก250คน ที่มาจากการคัดเลือกโดย คสช. ซึ่งนอกจากความต่อเนื่องในการปฏิรูปแล้ว ยังมีความสอดคล้องกับแนวทางยุทธศาสตร์ชาติ20 ปี ที่ทุกรัฐบาลต้องดำเนินการตามที่วางไว้ ด้านพล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิก สปท. กล่าวว่า การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญปี2550 มีผู้ออกมาใช้สิทธิ์เพียงร้อยละ57เท่านั้น จึงอยากให้ออกมาใช้สิทธิ์ให้มาก เพราะเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งหากเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ทุกอย่างก็จะเป็นไปตามโรดแมป คสช. เข้าสู่กระบวนการยกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เตรียมพร้อมสู่การเลือกตั้ง และหากเห็นชอบกับคำถามพ่วง กรธ.ก็จะใช้เวลาประมาณ30วัน เพื่อแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้อง