“วิษณุ” ห่วงแจก “ร่างรธน.” แล้ว ประชาชนไม่อ่าน แจงการสร้างความเข้าใจ ไม่ใช่พูดข้างเดียวให้รับ
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมแจกจ่ายร่างรัฐธรรมนูญแก่ประชาชนเพื่อสร้างการรับรู้ก่อนลงประชามติในวันที่ 7 ส.ค.2559 นี้ ว่า ไม่มีความเป็นห่วงในเรื่องการเผยแพร่ แต่ห่วงว่าเมื่อแจกจ่ายไปแล้วประชาชนจะไม่อ่าน ต่อไปจะเข้าสู่โหมดการสร้างความเข้าใจ ไม่ใช่การรณรงค์หรือพูดข้างเดียวให้รับ ส่วนการเชิญพรรคการเมืองรับฟังคำชี้แจงเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญและการทำประชามติเมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมาทำให้เข้าใจว่าการทำความเข้าใจในเนื้อหานั้นแตกต่างกันได้ แต่ประชาชนซึ่งไม่มีประสบการณ์เลยอาจจะอ่านแล้วไม่เข้าใจ จึงต้องยิ่งสร้างความเข้าใจ ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดคือการพูดคุย ซักถาม แต่ไม่จำเป็นต้องแนะว่าควรรับหรือไม่ เพราะทุกคนมีวิจารณญาณ แม้ไปแนะนำคนก็จะไม่เชื่อ อย่างไรก็ตามจากนี้กกต.จะมีการชี้แจงต่อการทำประชามติในเวทีอื่นๆ ด้วย จึงต้องการให้ช่วยกันรักษาบรรยากาศ อย่าให้มีการทะเลาะเบาะแว้ง ความเห็นแตกต่างนั้นเป็นเรื่องธรรมดา และตนไม่ห่วงเพราะทุกฝ่ายต่างรู้หน้าที่ของตัวเอง
ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลจะรับข้อเสนอของพรรคการเมืองที่เสนอให้ผ่อนปรนกฎระเบียบต่างๆในการแสดงออกหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า รัฐบาลจะรับมาพิจารณา แต่จะปรับแก้หรือไม่ก็ต้องรอดูกันต่อไป เพราะบางเรื่องรัฐบาลรับผิดชอบ แต่บางเรื่องอยู่ในส่วนของคสช. ซึ่งบางเรื่องอาจทำได้เลยหรือต้องแก้กฎหมาย ดังนั้นเมื่อฝ่ายการเมืองมีข้อเสนอเราก็รับมาพิจารณา
เมื่อถามว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ยืนยันว่า รัฐบาลไม่แก้ไขประกาศ คสช.ที่ 57/2557 เรื่องห้ามพรรคการเมืองเคลื่อนไหว และบางมาตราใน พ.ร.บ.ประชามติ นายวิษณุ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่าจะไม่แก้ไขพ.ร.บ.ประชามติ ซึ่งรัฐบาลไม่คิดที่จะแก้ไข เพราะเมื่อทำความเข้าใจกันได้แล้วสิ่งที่เป็นปัญหายุ่งยากก็อยู่ในมาตรา66 เท่านั้นที่ระบุว่าพูดอะไรอย่าให้เป็นเท็จ อย่าให้มีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม ข่มขู่ ซึ่งปัญหาอาจอยู่ที่การแปลความหมาย แต่ยืนยันว่าถึงแก้อย่างไรก็ไม่ชัดเจนเพราะการแก้ปัญหาไม่ใช่ต้องแก้กฎหมาย แต่เป็นการสร้างความเข้าใจด้วยวิธีอื่น โดยกกต.เองก็มีกรรมการฝ่ายกฎหมายซึ่งคอยดูอยู่
“กฎหมายประชามติไม่แก้ เพราะไม่มีเหตุอะไรที่จะต้องไปแก้ ส่วนที่เราคิดว่าจะรับมาพิจารณานั้นก็เยอะแยะไป ถ้าเข้าใจว่ากฎหมายที่มีอยู่ใช้ได้โดยไม่ต้องแก้ก็หมดเรื่อง สำคัญอยู่ที่เจตนา ทัศนคติ หากไม่ก่อความวุ่นวาย ตั้งใจให้เกิดเรื่อง ไม่มีใครไปทำอะไรหรอก แต่ที่น่าวิตกคือการก่อความไม่สงบขึ้น ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่และอีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่ยอม จึงออกมาปะทะกัน มีการโต้กลับต่อกันกลายเป็นวิวาทะเหมือนที่ผมได้พูดเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาว่ารัฐบาลไม่อยากแก้วิกฤตเดิมด้วยการสร้างวิกฤตใหม่” นายวิษณุ กล่าว
เมื่อถามว่า เหตุใดที่ผ่านมารัฐบาล2ปีจึงไม่สร้างความสามัคคีปรองดองให้เกิดขึ้น นายวิษณุ กล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่ถึงขั้นร้าวฉาน ซึ่งการถกเถียงกันเกิดขึ้นในช่วงนี้เพราะจะมีการลงประชามติ และจะไปเกิดอีกครั้งหนึ่งในช่วงการเลือกตั้งปีหน้า ขณะนี้อาจจะเป็นการสร้างปรปักษ์กับรัฐบาลหรือกับ กรธ. ไปถึงปีหน้าก็จะเป็นคู่ปรปักษ์กัน60-70พรรคการเมือง ซึ่งอาจจะควบคุมยากกว่านี้อีก ฉะนั้นไม่มีอะไรที่เป็นชนวน นอกจากมาถึงตามฤดูกาลที่จะต้องมีเหตุขึ้น เรารู้อยู่แล้ว และต้องยอมรับ
เมื่อถามว่า นักวิชาการห่วงและกลัวว่าบ้านเมืองจะถึงทางตัน นายวิษณุ กล่าวว่า ใครเป็นคนก่อ ก็ต้องช่วยกันดูแลทั้งหมด รัฐบาลดูแลส่วนรัฐบาล ประชาชนก็ดูแลส่วนของประชาชน และนักการเมืองก็ต้องดูแลส่วนของตัวเองให้สงบเรียบร้อย เราพูดกันมานานว่าไม่อยากให้เหตุการณ์ 22 พ.ค.57 เกิดขึ้นมาอีก ตนว่าทุกคนคิดแบบนี้กันทั้งนั้น แต่ว่าไม่ใช่ในแง่รัฐบาล รัฐบาลเขารู้อยู่ตลอดว่าอาจมีเหตุอะไรกลับมาอีก แต่ยังไม่ปะทุขึ้นมา เมื่อมีเรื่องเลือกตั้ง ทำประชามติก็ทำให้เหตุการณ์เกิดขึ้น แต่ถึงจะเกิดเราก็ไม่ได้สกัดขัดขวาง เพียงแต่ต้องรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้ จึงอยากให้คนไทยเข้าใจเรื่องนี้ด้วย
แจงเสรีภาพแสดงความเห็นมีเท่าที่กฎหมายกำหนด ปัดตอบ ร่างรธน.ไม่ผ่าน ยังเลือกตั้งปี 60 หรือไม่ ย้ำ จะทำใหเร็วที่สุด
เมื่อถามว่า คสช.มีความกังวลหรือไม่ถ้าปล่อยให้มีเสรีภาพมากเกินไป นายวิษณุ กล่าวว่า เสรีภาพมีเท่าไหร่ต้องไปเท่านั้น เป็นไปตามที่กรอบกฎหมายกำหนด ไม่ใช่ประเด็นว่าปล่อยเสรีภาพให้มีมากหรือน้อย ถ้าพูดอย่างนั้นจะบอกกันว่าให้เสรีภาพน้อยๆ ซึ่งมันไม่ได้ แต่ต้องให้ตามที่ควรให้ตามกฎหมาย กฎหมายให้เท่าไหร่ก็เท่านั้น แต่ถ้ามันจะมากจะน้อยมันเพราะกฎหมาย ปัญหาอยู่ที่คนใช้เสรีภาพ อย่าไปบิดเบือน เอาเสรีภาพมาเป็นสะพานสร้างสถานการณ์ทำให้เกิดความขัดแย้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่เคยมี กำลังจะมี และจะมีต่อไป จึงต้องระมัดระวัง
เมื่อถามว่า ฝ่ายการเมืองกังวลว่าพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญจะมากดเสรีภาพมากเกินไป นายวิษณุ กล่าวว่า ก็กังวลกันไป แต่ตนยังไม่เห็นว่ามันจะกดอะไรเลย เมื่อถามอีกว่า ในวงวิชาการมีการพูดกันว่าการทำประชามติภายใต้ความรู้สึกหวาดกลัวสุดท้ายจะนำไปสู่ความไม่ชอบธรรม นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ต้องหวาดกลัว ก่อนหน้านี้อาจจะเคยหวาดกลัวกันมา แต่หลังจากวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา น่าจะคลายความหวาดกลัวไปได้มาก ผู้แทนพรรคการเมืองหลายคนบอกกับตนหลังประชุมว่าเบาใจไปเยอะถ้าหากเดินไปแนวเช่นนี้ เพราะก่อนหน้านี้ไม่เข้าใจและสงสัย คนนั้นพูดทีคนนี้พูดทีก็เลยกลัว
ส่วนที่นายกฯ ระบุว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะต้องทำใหม่ นายวิษณุ กล่าวว่า นายกฯพูดถูก ตนจะพูดผิดไปจากนายกฯไม่ได้ ซึ่งถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจริง เรายังไม่คิดถึงขั้นที่จะมีคณะใดๆ มาดำเนินการต่อ หรือแม้แต่การหยิบรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ มารวมกัน แต่ต้องมีพิธีในการหยิบแต่ละฉบับมาใช้ ส่วนจะหยิบอย่างไรไม่สามารถบอกได้ในเวลานี้ อาจจะรู้ครึ่งไม่รู้ครึ่ง ซึ่งยังไม่ควรจะพูด เพราะเมื่อจะลงประชามติกันวันที่ 7 ส.ค.นี้ แล้วเราไปพูดถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับหลังจากนั้นมันเหมือนกับสร้างความรู้สึกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำท่าจะไม่ผ่านนายกฯถึงใช้คำว่าคุณดูจะตั้งใจถามให้รัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติกันจริงๆ ซึ่งรัฐบาลตั้งอยู่บนหลักว่าจะลงประชามติกันอยู่แล้วก็ควรจะผ่านได้ แต่ถ้าไม่ผ่านก็ไปทำใหม่เท่านั้นเอง ไม่รู้จะพูดอะไรอย่างอื่น
เมื่อถามว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ การเลือกตั้งยังมีขึ้นใน ปี 60 ใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ตนจะไม่พูดเรื่องวันเวลาอีกแล้ว เพราะเมื่อถามคาดคั้น เหมือนคนถามมีอะไรในใจ แต่โรดแม็พมีการพูดมาโดยตลอดและถูกล็อกไว้อยู่แล้ว ยิ่งถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติมันหนีไม่พ้นอยู่แล้ว เมื่อถามย้ำว่า หมายความว่าถ้าไม่ผ่านต้องขยายระยะเวลาใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า มันก็ต้องมีอย่างแน่นอน เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะออกมาเป็นอย่างไร หรือมีปัจจัยอะไรที่นึกไม่ออกในเวลานี้ แต่ยืดอย่างไรมันก็ไม่ยาวนานออกไป และอะไรที่อยู่ในการควบคุมที่ทำได้ก็จะทำให้มันเร็ว ส่วนอะไรที่อยู่เหนือการควบคุมก็ช่วยไม่ได้





