สูตรประชาธิปไตยครึ่งใบมีความเป็นไปได้ ว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าอาจจะมีแต่ส.ส.เขต ไม่มี ส.ส.บัญชีรายชื่อ ส.ว.มาจากการสรรหา ไม่มีเลือกตั้งนายกฯ
ตอนนี้ได้มีการเปิดเผยถึง “สูตรประชาธิปไตยครึ่งใบ” ว่า มีความเป็นไปได้ ที่การเลือกตั้งครั้งหน้า อาจจะมีแต่ ส.ส. เขต ไม่มี ส.ส.บัญชีรายชื่อ ส่วน ส.ว. มาจากการสรรหาทั้งหมด ไม่มีมาจากการเลือกตั้ง และนายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกของรัฐสภา คือ ให้ ส.ว.มาร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย และเปิดให้นายกฯเป็น ส.ส. หรือ ส.ว.หรือ คนนอกก็ได้
เป็นการเฉลยคำตอบ หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอความเห็นในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) โดยข้อเสนอข้อสุดท้ายในจำนวนข้อเสนอ 16 ข้อ ที่ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าเป็น"ประชาธิปไตยครึ่งใบ" คือ ข้อเสนอที่ว่า “ให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.ระดับหนึ่งอย่างมีดุลยภาพ” ซึ่งเกิดคำถามว่า “การเลือกตั้ง ส.ส.ระดับหนึ่ง” หมายถึงอย่างไร
ล่าสุด มีความพยายามผลักดันความคิดนี้โดยสมาชิกสภานิติบัญญัติ (สนช.)และ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่มีความใกล้ชิดกับ คสช. โดยได้เสนอแนวคิดนี้ไปที่ คสช. เพื่อขอให้นายมีชัย ฤชุพันธุ์ และ กรธ.ยอมแก้ไข
สำหรับที่มาของ ส.ส.เขตที่มีการเสนอ คือ ให้มาจากการเลือกตั้งเขตใหญ่ ซึ่งอาจจะเป็นเขตละ 3 คน หรือ ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง แต่ให้ผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือก ส.ส.ได้คนเดียวเท่านั้น
หาก"สูตรประชาธิปไตยครึ่งใบ" เป็นไปอย่างที่ว่านี้ ก็อาจถูกมองว่า เป็น“การสืบทอดอำนาจ คสช.”ได้เหมือนกัน โดยเฉพาะประเด็นที่ ให้ ส.ว. มาจากสรรหาทั้งหมดและให้ ส.ว. ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย ซึ่งคนของ คสช. อาจถูกส่งมาเป็น ส.ว. เพื่อขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี หรือ ใช้ ส.ว. เป็นฐานสนับสนุน“คนนอก” ที่เป็นคนของ คสช.ขึ้นเป็นนายกฯ
ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง ก็ยังเกี่ยวกับข้อเสนอ ข้อ 16 ของ ครม.ต่อ กรธ. ที่ใช้ถ้อยคำว่า"ครม.เห็นว่า บางทีหากบัญญัติเนื้อหาและการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็นช่วงองเวลา คือ ช่วงเฉพาะกิจ หรือช่วงเฉพาะกาลในระยะแรกซึ่งอาจไม่ยาวนานนัก โดยใช้หลักเกณฑ์อย่างหนึ่ง เสมือนข้อยกเว้นตามความจำเป็นแห่งสถานการณ์ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง... ในช่วงเปลี่ยนผ่าน และในช่วงที่จะใช้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญในระยะต่อไป" ซึ่งสรุปง่ายๆก็คือ การให้ใช้รัฐธรรมนูญเป็นสองช่วง โดยเฉพาะในระยะแรก ให้มี “อำนาจพิเศษ” ในช่วงเปลี่ยนผ่าน กำลังถูกวิพากษ์อย่างหนัก
แม้ว่า ข้อเสนอลักษณะนี้ หากมองใน“เชิงบริหาร”ซึ่งอาจจะมองที่ “เป้าหมาย”เป็นหลัก คือ ต้องการมี“เครื่องมือ”ในการทำงานให้สัมฤทธิ์ผลโดยง่ายก็ตาม แต่การปกครองระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องของ“เป้าหมาย”แต่เป็นเรื่องของการให้ความสำคัญกับ“กระบวนการ”
ดังนั้นถ้ามองเรื่องนี้ในมุมการบริหารจัดการก็จะเป็นข้อเสนอที่ดี แต่ถ้ามองในมุมของประชาธิปไตย ข้อเสนอแบบนี้ อาจทำให้ถูกมองได้ว่า คสช.ไม่ยอมคลายอำนาจให้ “ระบอบประชาธิปไตย” กลับไปสู่ “เต็มใบ” และอาจถูกนำไปโยงว่า มีกลไกเหมือน “คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ” (คปป. ) ตามร่างรัฐธรรมนูญของ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ” ที่ตกไป
อีกทั้ง ยังมีร่าง พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ชาติ ที่ สปท. ชงให้กับรัฐบาล ซึ่งถูกมองว่า เป็นอีกความพยายาม “ซ่อนเร้นการสืบทอดอำนาจ” เพราะร่างกฎหมายฉบับนี้ ให้อำนาจ“คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ”เหนือกว่ารัฐบาลเลือกตั้ง ซึ่งมาจากประชาชนโดยตรง





