เปิดผลสอบกก.ตรวจโครงการสร้างรัฐสภาช้า พบขยายประเด็นสอบเพิ่มเติมเป็น 6 เรื่อง เอกสาระบุปมฟัน "จเร" ผิดวินัยร้ายแรงเข้าข่ายผิด157
ผู้สื่อข่าวรายงานถึงผลการตรวจสอบของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ล่าช้า ที่มีนางวรารัตน์ อติแพทย์ เลขาธิการวุฒิสภา เป็นประธานกรรมการสอบฯ ซึ่งได้มีการรายงานผลให้กับนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้รับทราบผลการตรวจสอบแล้วช่วงวันที่11พ.ย. ที่ผ่านมาว่า และมีผลสั่งให้นายจเร พันธุ์เปรื่อง ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกฯ อดีตเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรผิดวินัยร้ายแรงไปเพราะพบการกระทำที่ทำให้ฝ่ายราชการเสียหายอย่างร้ายแรงและส่อว่าเป็นไปตามความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา157แล้วนั้น
ในรายละเอียดผลสอบตามที่บริษัทซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ส่งคำร้องและยื่นต่อประธานสนช. ที่ระบุประเด็นใน4ข้อหลักได้แก่1.การไม่รับฟังข้อเสนอและข้อทักท้วงรวมถึงประวิงเวลาการต่อขยายเวลาทำงาน, 2.ไม่ยอมปรับแก้รูปแบบงานและประวิงเวลาขอปรับแก้งวดงาน,3.แต่ตั้งบุคคลที่มีผลโยชน์ทับซ้อนมาทำงานซึ่งขัดหลักธรรมาภิบาล และ4.ปัญหาการขนดินไปบริจาคที่กระทบต่อการทำงานที่ล่าช้า
แต่ผลการพิจารณาของคณะกรรมการฯ พบการกระทำที่กระทบต่อความสำเร็จของโครงการก่อสร้างและได้รับความเสียหายแก่บริษัทซิโน-ไทยฯ เพิ่มเติมและมีประเด็นสอบ รวม6เรื่อง ได้แก่1.กรณีปัญหาการส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างให้กับผู้รับจ้างล่าช้าและไม่ครบถ้วน,2.กรณีปัญหาความล่าช้าจากการหาพื้นที่ทิ้งดินเพื่อใช้การขนย้ายที่เกิดจากดินขุดเจาะมาจากเสาเข็มเจาะ และดินที่ขุดเพื่อการก่อสร้างชั้นใต้ดินออกนอกพื้นที่โครงการ จำนวนกว่า1.1ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ,3.กรณีปัญหาล่าช้าในการพิจารณาข้อเสนอของผู้รับจ้างในการขออนุมัติปรับเปลี่ยนรูปแบบการก่อสร้าง ส่วนของรูปแบบเหล็กเสริม,4.กรณีปัยหาความล่าช้าในการพิจารณาข้อเสนอของผู้รบจ้างในการขออขยายเวลาก่อสร้าง,5.กรณีปัญหาความล่าช้าในการพิจารณาอนุมัจิการแก้ไขงวดงานและการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายในโครงการก่อสร้าง และ6.กรณีปัญหาความขัดแย้งระหว่างบริษัทซิโน-ไทยฯ ผู้รับจ้างกับผู้ควบคุมงานก่อสร้าง คือ นิติบุคคลร่วมทำงานATTA
ผู้สื่อข่าวรายงานในรายงานตรวจสอบมีรายละเอียดที่ระบุชัดเจนว่าผู้มีอำนาจกระทำการแทนสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายการกระทำผิดวินัย มีเพียงคำร้องเดียว คือ กรณีการนำดินในพื้นที่ก่อสร้างไปบริจาคให้กับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จำนวน5แสนลบ.ม. ที่พบรายละเอียดภายหลังจากที่ทางสำนักงานฯ ได้ลงนามในหนังสือทางราชการตกลงมอบดินบริจาคจำนวนดังกล่าวให้กับมูลนิธิฯ ว่า มีการขนดินออจากพื้นที่ โดยบริษัทเอกชนรายหนึ่ง ที่ทางมูลนิธิฯ มอบหมายให้ขนย้ายมูลดิน ผิดไปจากวัตถุประสงค์ของการบริจาค และในรายละเอียดตรวจสอบพบว่าได้นำมูลดินไปไว้ในที่ของบริษัทเอกชนที่ประกอบธุรกิจทำบ้านจัดสรร โดยผลสรุประบุว่า นายจเร ไม่กำกับการดำเนินงานให้เป็นไปอย่างโปร่งใสและกระบวนการตรวจสอบไม่รัดกุม เช่น ไม่ตรวจสอบโฉนดที่ดินของสถานที่ที่นำดินไปทิ้ง
ขณะที่ในอีก 5 ข้อกล่าวหานั้น ตามเอกสารระบุเพียงว่าเป็นพฤติกรรมที่ประมาทและเลินล่อ รวมถึงไม่เอาใจใส่ในการกำกับงานให้เป็นไปตามแผนงานเท่านั้น อย่างไรก็ดีในตอนท้ายของบทสรุปกรรมการได้สรุปความเห็นไว้ในสาระสำคัญ ว่า โครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ พร้อมอาคารประกอบ มีความล่าช้าอย่างมาก โดยตั้งแต่ที่นายจเร เข้ามาดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาฯ ตามคำสั่งของหัวหน้ารักษาความสงบแห่ชาติ ลงวันที่27มิ.ย.57ความคืบหน้าโครงการมีเพียงร้อยละ6ทำให้นายพรเพช ได้ตั้งคณะกรรมการเร่งรัดและติดตามโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ที่มีนายชัชวาล อภิบาลศรี สมาชิกสนช. เป็นประธาน เมื่อวันที่25ก.ย.57ได้ทำให้งานก่อสร้างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่การทำงานภายใต้การบริหารงานของนายจเร กลับพบว่าไม่มีแผนงานดำเนินการที่รัดกุม ทำให้ฝ่ายราชการเกิดความเสียหาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในรายงานประเด็นการขนดินไปบริจาคที่เป็นปัจจัยสำคัญทำให้กรรมการฯ สรุปว่าเป็นความผิดวินัยร้ายแรง แต่ในเอกสารของรายงานไม่มีการกล่าวถึงเอกสารสำคัญที่เป็นหนังสือโต้ตอบกันระหว่างสำนักงานเลขาธิการสภาฯ และมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ที่ลงนามโดยนายประสงค์ พิทูรกิจจา เลขาธิการมูลนิธิฯ ที่มีจำนวนรวม5ฉบับที่ยืนยันว่าทางมูลนิธิฯ ได้ขอรับบริจาคดิน พร้อมกับมอบหมายให้บริษัทเอกชนเป็นผู้ขนดินและสถานที่ที่ให้นำดินไป พร้อมรายละเอียดที่ระบุถึงการได้รับดินที่ไปเป็นไปตามสัญญา คือ จำนวน 245,917ลบ.ม. โดยนำไปไว้ใน3สถานที่ คือ วัดเฉลิมพระเกียรติ จำนวน1.9หมื่นลบ.ม., สถานที่ทรายทอง จำนวน2.2หมื่นลบ.ม. และสถานที่เกษตร-นวมินทร์ จำนวน2.04แสนลบ.ม.
รายงานข่าวระดับสูงจากรัฐสภาแจ้งว่า เมื่อเมื่อวันที่ 12 พ.ย.58ทางกรมธนารักษ์ ได้ส่งข้อหารือประเด็นการตรวจสอบกรณีที่มีผู้ขนดินออกไปจากพื้นที่ก่อสร้าง ซึ่งเป็นการตอบกลับข้อหารือของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ โดยระบุว่า กรรมการตรวจนับจำนวนดินที่ทางสภาฯ แต่งตั้ง ที่มีหน้าที่ตรวจนับปริมาณวัสดุที่ได้จากราชพัสดุว่ามีจำนวนเท่าใด และควบคุมการให้ไปเป็นตามที่อนุญาต ซึ่งในการควบคุมต้องทำบัญชีคุมยอดให้ครบถ้วนเพื่อการตรวจสอบ ส่วนการปฏิบัติงานเช่นใด เช่น การส่งมอบอย่างไร สถานที่ใดนั้นไม่มีกำหนดไว้ จึงต้องใช้หลักวิญญูชนพึงกระทำเพื่อให้สามารถควบคุมการใช้วัสดุเป็นไปตามที่อนุญาติ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ ดังนั้นหากทางกรรมการตรวจข้อเท็จจริงฯ ได้พิจารณาในประเด็นดังกล่าว เชื่อว่าจะเกิดความเข้าใจว่าการดำเนินงานของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ที่ผ่านมาล้วนเป็นไปตามระเบียบราชการและยึดอยู่บนประโยชน์ของราชการเป็นที่ตั้ง ดังนั้นกรณีดังกล่าวมีความเป็นไปได้ว่านายจเร จะนำรายละเอียดไปโต้แย้งกับกรรมการสอบวินัยที่เตรียมแต่งตั้งขึ้นเร็วๆ นี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ไม่ใช่เป็นผลตามที่ผลการตรวจสอบฯ ซึ่งมีผู้มีอำนาจชี้นำเพราะต้องการประโยชน์จากภาคเอกชน





