วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปม มาตรา 7 กลับเป็นประเด็นอีกครั้ง

กรรมการร่างรัฐธรรมนูญหยิบ มาตรา 7 ขึ้นมาถกอีกครั้ง มีการตกลงว่า"แขวน"ไว้ก่อน และคอยนำมาพิจารณาใหม่

มาตรา 7 กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง เมื่อวันก่อนกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ได้มีการถกกันอย่างกว้างขวาง ว่า ควรจะมีมาตรา 7 วรรคสอง หรือไม่ ซึ่งก็มีทั้งผู้ที่เห็นว่า ควรตัดออกและให้คงไว้ สุดท้ายตกลงกันไม่ได้ก็ให้ “แขวน” ไว้ก่อน แล้วค่อยนำมาพิจารณากันใหม่

สำหรับมาตรา 7 เป็นมาตราที่มีความสำคัญ เพราะว่าหลายครั้งที่เกิดวิกฤตการเมือง มาตรา 7 มักถูกหยิบยกขึ้นมาอ้างในทางการเมือง ว่าสามารถ”ผ่าทางตัน” ของบ้านเมืองได้ แต่ก็ไม่เคยใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ 

เดิมในรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 มาตรา 7 มีเพียงวรรคเดียวเท่านั้น โดยบัญญัติว่า ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  

ทำให้เกิดปัญหาตามมา โดยเห็นไม่ตรงกันและหาข้อยุติไม่ได้ ว่า อะไร คือประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 

และตลอด 18 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 40 เมื่อเกิดสถานการณ์ทางการเมือง มักมีการนำมาตรา 7 มาแอบอ้างในหลายรูปแบบ ส่งผลกระทบต่อสถาบันเบื้องสูง 

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับของ "บวรศักดิ์ อุวรรณโณ" จึงได้เพิ่มวรรคสอง เข้ามา เป็นว่า "ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการกระทำหรือการวินิจฉัยกรณีใดตามวรรคหนึ่ง สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุด หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ จะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตนก็ได้"  

ทั้งนี้ ก็เพื่อให้มีองค์กร มาทำหน้าที่ตัดสินเพื่อให้ได้ข้อยุติ และ เพื่อไม่ให้กระทบหรือนำ “สถาบัน “มาแอบอ้างอีก ซึ่งในกรณีนี้ ผู้ที่จะทำหน้าที่ชี้ขาดก็คือศาลรัฐธรรมนูญ เช่นวินิจฉัยว่า อะไร คือ ประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในกรณีที่มีปัญหาในเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้น  

แต่เมื่อมาถึง คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ชุดนี้ มีกรรมการบางส่วนต้องการให้ตัดมาตรา 7 วรรคสองออก โดยให้เหตุผลว่า “ ประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย” หรือ “ โบราณราชประเพณี “นั้น ไม่มีจริง จึงไม่ต้องไปพยายามแสวงหา ดังนั้นถ้าไม่มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเขียนไว้ในเรื่องใด ก็ไม่ต้องไปพยายามแสวงหาว่า “ ประเพณีการปกครอง “ ในเรื่องนั้นคืออะไร และยังมีกรรมการบางคนเห็นว่า ไม่เพียงแต่ตัดมาตรา 7 วรรคสองเท่านั้น ไม่ต้องมีมาตรา 7 ทั้งมาตราเลยก็ยังได้ เพราะหากไม่มีมาตรา 7 วรรคสอง การมีเพียงมาตรา 7 วรรคหนึ่ง ก็ไม่สามารถบังคับได้จริงเหมือนอดีตที่ผ่านมา 

แต่กรรมการฝ่ายที่เห็นว่า ควรคงมาตรา 7 วรรคสอง เอาไว้ ให้เหตุผลว่า ตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 40 ,ปี 50   มีองค์กรอิสระและองค์กรตามรัฐธรรมนูญหลายองค์กร และองค์กรเหล่านั้นมักมีปัญหาขัดแย้งกันเองในเรื่องอำนาจ ดังนั้นจึงควรเขียนเสียให้ชัดว่า เมื่อมีปัญหาว่า อะไรคือประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในเรื่องนั้นๆ ให้ “ศาลรัฐธรรมนูญ” เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด 

อย่างไรก็ตามในเรื่องที่ให้ “ศาลรัฐธรรมนูญ” มีอำนาจวินิจฉัยตามมาตรา 7 วรรคสองนั้น ก็มีผู้เห็นต่างและกังวลว่า เป็นการเพิ่มอำนาจให้ “ศาลรัฐธรรมนูญ” มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหนืออำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ อันเป็นเสาหลักของการถ่วงดุลอำนาจ ตามระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ 

ปมมาตรา 7 จึงค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อน ซึ่งต้องรอดูกันต่อไปว่า สุดท้ายจะลงเอยอย่างไร