ต้องยอมรับว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครั้งที่2 ไม่ง่าย เพราะร่างรัฐธรรมนูญเพิ่งถูกคว่ำ ไม่ได้รับการยอมรับจากสปช.
การหารือทวิภาคี ระหว่างพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกับนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ ในการเดินทางไปร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 70 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งตอนหนึ่ง นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวว่า " สำหรับสถานการณ์การเมืองไทย การดำเนินการต่างๆ ตามกรอบระยะเวลาโรดแม็พ (Roadmap) นั้น เป็นกระบวนการสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคมไทย และเพื่อให้ไทยได้ทำหน้าที่สมาชิกสหประชาชาติได้อย่างเต็มศักยภาพยิ่งขึ้น
และจากการที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ คสช. จะตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นคณะหนึ่ง ภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่ สปช. ลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ภายใน 180 วัน และจัดให้มีการลงประชามติ ซึ่งหากประชาชนเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ดังกล่าว ก็จะดำเนินการยกร่างกฎหมายลูกประกอบการเลือกตั้ง ซึ่งคาดว่าจะสามารถประกาศการเลือกตั้งทั่วไปได้ภายในกลางปี 2560 "
ถือว่า เป็นการยืนยันจากปากของคนระดับนายกรัฐมนตรีในเวทีสหประชาชาติ ว่า จะเดินตามโรดแม็พ โดยให้มีการเลือกตั้งกลางปี 2560
หากพลิกย้อนไปดูสูตรเลือกตั้งของ"วิษณุ เครืองาม" คือ 6 + 4 +6+4 ซึ่งหมายความว่า 6 เดือนแรก ยกร่างรัฐธรรมนูญ 4 เดือนต่อมา คือ กระบวนการทำประชามติ อีก 6 เดือน คือ การออกกฎหมายลูกและส่งศาลรัฐธรรมนูญ และ 4 เดือนสุดท้ายคือกระบวนการเลือกตั้ง ใช้เวลารวม 20 เดือน ก็จะเลือกตั้งกันได้ในเดือนพฤษภาคมปี 2560 และนับจากนั้นออกไปอีกอย่างน้อย45 วันจึงมีรัฐบาลใหม่เข้าบริหารประเทศ หรือประมาณเดือนกรกฎาคม 2560
งานนี้ จึงเป็นภาระหนักของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ 21 คน ที่จะต้องร่างรัฐธรรมนูญออกมาให้ผ่านการทำประชามติให้ได้ เพื่อจะได้เป็นไปตามโรดแม็พที่นายกรัฐมนตรีได้ลั่นวาจาไว้
ต้องยอมรับว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครั้งที่สอง ไม่ง่ายเลย เพราะร่างรัฐธรรมนูญเพิ่งถูกคว่ำ ไม่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ไปหมาดๆ ซึ่งนั่นเป็นแค่ที่ประชุม สปช. ยังไม่ผ่านเลย แต่คราวนี้ต้องไปทำ “ประชามติ ” ถามประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งเป็นวงกว้างกว่ามาก ว่าเห็นชอบหรือไม่ จึงเป็นงานยากกว่าที่จะให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่าน การที่คิดเพียงแค่จะต่อยอดร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เพิ่งตกไปในชั้น สปช. คงไม่เพียงพอ ดังนั้นปมประเด็นต่างๆที่เคยก่อปัญหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับของ“บวรศักดิ์ อุวรรณโณ”ต้องได้รับการแก้ไขด้วย ซึ่งก็เท่ากับต้อง “รื้อใหญ่” และนอกจาก “เนื้อหา” แล้ว ยังมีเรื่องของสถานการณ์และปัจจัยแวดล้อมอีกมากมายที่ต้องคำนึง
อีกทั้งก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ได้เคยกำหนดคุณสมบัติสำคัญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ( กรธ. ) ไว้ 3 ข้อ คือ 1.มีความรู้ด้านกฎหมายเป็นหลัก 2.ต้องรู้เข้าใจสถานการณ์ในวันนี้ทั้งอดีตและวันหน้า ไม่คิดแบบโลกสวย และ 3.ต้องรู้เจตนาของ พล.อ. ประยุทธ์ รัฐบาล และ คสช.ว่าจะเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไปอย่างไร
โดยเฉพาะคุณสมบัติในข้อ 3 นี่แหละ.. เป็นปัญหาใหญ่ และเป็นภารกิจที่น่าเห็นใจของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ( กรธ. ) เพราะถ้าเขียนให้ถูกใจ คสช. ก็อาจไม่ถูกใจประชาชนซึ่งจะเป็นผู้อนุมัติให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่าน
ทางออก กรธ.จึงต้องศึกษาบทเรียนจากความพ่ายแพ้ของ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดก่อน เพื่อจะได้เขียนรัฐธรรมนูญทั้งที่ถูกใจ คสช. และถูกใจประชาชนไปพร้อมๆกัน





