"วิษณุ" รอคณะทำงาน "คลัง" ส่งข้อมูลตัวเลขฟ้องแพ่งจำนำข้าว "ยิ่งลักษณ์" 30ก.ย.นี้ แย้มจำนวนเงินมีแล้วแต่ขออุบ แจงฟ้องเรียกเกินจำนวนดีกว่าขาด
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและกำหนดค่าความเสียหาย และคณะกรรมการว่าด้วยการรับผิดทางแพ่งคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว กล่าวถึงความคืบหน้าการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คดีรับจำนำข้าว ว่า ยังไม่มีอะไรคืบหน้าเพราะกำหนดวันที่ทางคณะทำงานจะต้องส่งรายงานข้อมูลมาให้ตนเพื่อเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาคือ30 ก.ย.เพื่อส่งให้กระทรวงการคลังดำเนินการฟ้องร้องต่อไป ก่อนหน้านั้นได้โทรศัพท์ไปสอบถามเมื่อวันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมาและได้คำตอบว่ายังมีเวลาไปจนถึงวันที่30 ก.ย.นี้ ส่วนจำนวนตัวเลขที่จะฟ้องนั้นมีอยู่แล้วแต่ยังไม่ขอเปิดเผยเพราะเกรงว่าจะผิด จึงไม่อยากบอก
“วันนี้เราไม่ได้พูดเรื่องนโยบายใดว่าถูกหรือผิด นอกจากที่มีการวิจารณ์กันตามหน้าหนังสือพิมพ์เป็นประเด็นวิชาการ ประเด็นเศรษฐกิจ แต่กำลังพูดว่าท่ามกลางสิ่งที่ดำเนินการนั้นทำให้เกิดอะไรขึ้น คำตอบคือเกิดการทุจริตและรั่วไหล รัฐบาลระวังที่จะไปพูดถึงเรื่องนโยบาย เรื่องความชัดเจนในการดำเนินการนั้นใช้อารมณ์ไม่ได้ เมื่อองค์กรที่มีอำนาจคือป.ป.ช.ตั้งเรื่องมา ใครไม่ทำอะไรต่อก็จะมีความผิด ก็ต้องทำต่อ ไม่มีอะไรมากกว่านั้น”นายวิษณุ กล่าวว่า
เมื่อถามว่ามีข่าวว่าจำนวนเงินที่จะฟ้องร้องประมาณ 5 แสนล้านบาท ในข้อเท็จจริงแล้วมากหรือน้อยกว่านั้น นายวิษณุ กล่าวว่า ยังต้องสู้กันอีกหลายศาลบอกตัวเลขไม่ได้
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากน.ส.ยิ่งลักษณ์ ยื่นร้อง สู้คดีโดยฟ้องศาลปกครอง แล้วศาลเห็นว่าการดำเนินการฟ้องร้องของรัฐบาลชุดนี้ถูกต้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะต้องจ่ายค่าเสียหายทันทีใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ต้องดูว่าจำนวนเท่าใดด้วย เพราะเวลาจำเลยคัดค้านเขาต้องค้านทั้งอำนาจและจำนวนเงินที่รัฐบาลยื่นฟ้อง โดยสามารถสู้ได้ทั้งสองศาล ทั้งนี้เชื่อว่ารัฐบาลดำเนินการให้ความเป็นธรรมกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ แล้ว หากเราไปตั้งต้นว่าไม่เป็นธรรมจะดำเนินการทำไม
เมื่อถามว่า ตัวเลขจำนวนเงิน 5 แสนล้านบาท ที่จะยื่นฟ้องนั้นรวมคดีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ และคดีของนายบุญทรง ใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ใช่ โดยคำร้องจะแยกเป็นสองประเภทคือ กระทรวงพาณิชย์ เป็นโจทย์ประเภทหนึ่ง กระทรวงการคลัง เป็นโจทก์ประเภทหนึ่ง จำเลยแบ่งเป็นน.ส.ยิ่งลักษณ์ และนายบุญทรงและพวก5-6คน ซึ่งการฟ้องแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน
ส่วนความจำเป็นต้องตรวจข้าวในสต็อกให้เสร็จก่อนทั้งหมดจึงจะเรียกค่าเสียหายได้ นายวิษณุ กล่าวว่า ในทางกฎหมายเมื่อทราบถึงระดับจำนวนหนึ่งก็สามารถฟ้องได้ไม่ต้องเทกระสอบนับ ส่วนที่ต้องตรวจข้าวเพื่อประโยชน์สำหรับทุกเรื่องทั้งการฟ้องคดี การเยียวยา การฟ้องเรียกค่าเสียหาย และดูว่ามีใครที่ต้องรับผิดชอบอีกบ้าง จึงทำไปเสียทีเดียวเพื่อให้ตัวเลขยุติ เพราะคงไปตรวจสอบทุกเดือนคงไม่ได้
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีการนำตัวเลขค่าฝากข้าวมานับรวมนั้นทั้งที่มีการประกันราคาข้าวไว้แต่ละขั้นตอน โดยที่มีเซเวอร์เยอร์ดูแล นายวิษณุ กล่าวว่า ตอนนี้มีการทำบัญชีย่อยแยกเอาไว้แล้ว และบางทีเซอเวอร์เยอร์อาจต้องรับผิด
เมื่อถามถึงข้อสังเกตว่าการดำเนินการของป.ป.ช.อาจจะไม่ได้ลงลึกในรายละเอียดเหมือนการพิจารณาของศาล นายวิษณุ กล่าวว่า ก็เพราะตรงนี้ถึงต้องนำเรื่องไปฟ้องที่ศาล และเราไม่ขัดข้องที่เรื่องจะไปศาล อย่างลืมว่าคดีที่จะไปศาลมี 2คดี คือ คือที่ฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งฟ้องน.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นจำเลยคนเดียว ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กับคดีที่ฟ้องนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ กับพวก ประเด็นขายข้าวแบบจีทูจี และยังมีเอกชนที่เกี่ยวข้องแต่เป็นการดำเนินการโดยกระทรวงไม่ใช่การรับผิดทางแพ่ง ซึ่งการฟ้องร้องตรงนี้จะพิสูจน์กันว่าการทำงานของป.ป.ช.ว่าถูกหรือผิด และอีกส่วนคือการฟ้องแพ่ง ที่ต้องไปที่ศาลปกครอง
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากฝ่ายปฏิบัติประวิงเวลาในการระบายข้าวออก แล้วบอกว่าขาดทุนตัวเลข ตรงนี้จะพิสูจน์ได้อย่างไร นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่เป็นไร โจทก์คือรัฐบาลจะฟ้องเรียกค่าเสียหายเท่าไหร่ก็ว่าไป เมื่อถึงเวลาก็ต้องสืบพยานและให้ความเป็นธรรมว่าตัวเลขที่แท้จริงคือเท่าไหร่กันแน่ แต่คงไม่มากกว่าความเป็นจริง เพราะสุดท้ายต้องดูว่าควาามเสียหายเกิดจากใคร อย่างไร แล้วอะไรที่ต้องหักออกไป ผิดที่รัฐบาลไหน ขนาดไหน เพียงใด แล้วจำเลยผิดจริงหรือไม่ หากผิดจริงแล้วทำผิดแค่ไหน ซึ่งเราจะไปเอาผิดเกินกว่าที่เขาจะต้องรับผิดไม่ได้ ทั้งนี้ปกติโจทก์จะฟ้องเกินไว้ดีกว่าขาด หากฟ้องแล้วขาดแต่ศาลเห็นว่ามีความเสียหายมากกว่านี้ก็จะให้ไม่ได้ เพราะศาลพิพากษาเกินคำขอไม่ได้ แต่ถ้าฟ้องมากแล้วศาลเห็นว่าความเสียหายไม่ถึงก็อาจจะให้ไม่ถึงก็เป็นได้ ยกตัวอย่าง สมัยที่ตนเป็นประธานอนุญาโตตุลาการ มีการฟ้องร้องกันเป็นหมื่นล้านบาท สุดท้ายจ่ายแค่หลักร้อยล้านเท่านั้น เป็นต้น




