"อภิสิทธิ์" ติง "วิษณุ" หยุดตอบโต้การเมือง มุ่งสาระให้เกียรติกรธ. ย้ำต้านคปป.หากเป็นรัฐซ้อนรัฐ กระตุก21กรธ.เขียนเพื่อปชช. อย่าทำตามใบสั่ง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการโต้เถียงไปมาระหว่างนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กับนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรมว.ศึกษาธิการ เกี่ยวกับกรอบเวลาของโรดแมปว่า ตนเคยพูดหลายครั้งแล้วว่าควรมุ่งไปที่สาระของรัฐธรรมนูญ เพราะเวลาหยิบเรื่องลอย ๆ มาพูดทำให้เกิดประเด็นความขัดแย้งโดยไม่จำเป็น ทุกอย่างอยู่ที่เนื้อหาสาระ ยังไม่ทราบเลยว่า 21 คนจะเป็นใครมาพูดแทนได้อย่างไรว่าจะต้องเสร็จกี่เดือน พอคนเข้ามาทำงานมีการแสดงกระบวนการทำงานที่ชัดเจนก็จะได้คำตอบที่เหมาะสมในตัวของมันเอง ส่วนสูตร 6 4 6 4 คือกรอบของกฎหมายว่าอย่าเกิน ส่วนจะเป็นหรือไม่ก็อยู่ที่วิธีการทำงานในแต่ละขั้นตอน ตรงนี้ต้องมาดูกันตอนนั้น
ถ้าคณะทำงานชุดใหม่เข้ามาฉบับเดิมดีอยู่มากมายก็ไม่ต้องไปยุ่งเลย ภายใน 2 วันก็ได้ตั้งร้อยกว่ามาตรา ตรงนี้ก็เป็นเหตุผลว่าจำเป็นจะต้องทำกันถึง 6 เดือนหรือไม่ แต่ถ้าคณะทำงานเข้ามาแล้วพูดว่าจะต้องเริ่มต้นกันใหม่หมด ก็อาจจะเป็น 6 เดือน ทุกอย่างต้องเอาเหตุและผลมาว่ากันว่าอะไรเหมาะสม ดูจากเนื้อหาสาระ เช่นสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชน นำเขาข้อทักท้วงข้อติติง ประเด็นต่าง ๆ มาพิจารณา มีการระดมความเห็นหาข้อยุติและดำเนินการเดินหน้าต่อไป ส่วนเรื่องคปป.ยังเป็นเรื่องที่สำคัญ หากจะให้มีในรัฐธรรมนูญต้องดูว่า มีแบบไหน อย่างไร อำนาจหน้าที่เป็นอย่างไร
“ผมเป็นคนหนึ่งที่ค้านคปป.แต่ไม่ปฏิเสธแนวคิดที่บอกว่าอาจจะต้องมีกลไกที่มาคือสามารถระงับยับยั้งหรือถ่วงดุลไม่ให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ใช้อำนาจในทางที่ผิดเหลวไหลแต่คนที่จะมาทำตรงนี้จะต้องมีที่มาที่ไปที่รับกันได้ คือมีความรับผิดชอบต่อประชาชนหรือมีกลไกที่ทำให้เกิดความมั่นใจว่ามีความเป็นกลางจนเป็นที่ยอมรับและผมไม่ปฏิเสธว่าในสถานการณ์คับขันอาจจะต้องมีการใช้อำนาจพิเศษบางอย่างเพื่อระงับยับยั้งไม่ให้เกิดความเสียหาย แต่ต้องไม่ใช่การทำกลไกถาวรในลักษณะรัฐซ้อนรัฐ และหากจะใช้กลไกเหล่านี้มาทำเรื่องการปฏิรูปก็ต้องบอกให้ชัดว่าจะปฏิรูปอะไรไม่ใช่พูดลอย ๆ เพราะจนถึงขณะนี้ยังไม่รู้ว่าจะปฏิรูปในทิศทางไหน แต่สร้างกลไกบังคับให้รัฐบาลเดินซ้าย ขวา ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าจะปฏิรูปอย่างไรเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม”
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อยากให้กรธ.มีความอิสระในการร่างรัฐธรรมนูญในระดับหนึ่ง ซึ่งที่ผ่านมาตนย้ำว่า กรรมการจะทำงานอะไรตามใจใคร ต้องให้ประชาชนเห็นชอบ ฉะนั้นการจะไปตามใจหรือใครกำหนดธงอย่างไรไม่ได้ช่วยให้กรธ.ทำงานได้ เพราะเขาต้องเป็นคนเอาร่างนี้ไปให้ประชาชนเห็นชอบ ที่ผ่านมากมธ.ยกร่างฯชุดที่แล้วยังทำงานตามคำขอของทางครม.ซึ่งผลที่ออกมามันสะท้อนว่าเกิดปัญหาขึ้น ฉะนั้นน่าจะเป็นบทเรียนสำหรับกรธ .ชุดใหม่ว่าถ้าทำตามคำขอและประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นชอบด้วย สิ่งที่ทำไปก็จะสูญเปล่า ส่วนจะเป็นบทเรียนสำหรับกรธ.ชุดใหม่ หรือคสช.และรัฐบาล หรือไม่ ตรงนี้เราไปห้ามคนคิดไม่ได้ แต่ว่าคนที่มีหน้าที่ที่จะเขียนต้องรับผิดชอบตัวเอง
ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่ถ้ารัฐธรรมนูญที่จะร่างไม่ผ่านคนมีอำนาจก็ยังอยู่ในอำนาจ และร่างรธน.ต่อไปเรื่อย ๆ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตรงนั้นเป็นการมองในมุมของกฎหมายแต่ควรจะต้องมองสภาพความเป็นจริงของสังคมและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประเทศ อย่าไปมองแค่เพียงว่าเมื่อรธน.ไม่ผ่านแล้วเราก็อยู่ได้ ไม่ต้องตั้งใจให้มันผ่านหรืออะไรอย่างนั้น ต้องมองว่าถ้ามันไม่ผ่านอีกสภาพของสังคมจะเป็นอย่างไร ประชาคมโลกจะมองเราอย่างไร ปัญหาที่จะตามมาอย่างเรื่องเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นอย่างไร
ต่อข้อถามที่ว่า ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่านใครจะต้องรับผิดชอบนอกจากคสช.นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คงไม่ใช่คสช. แต่คนรับผิดชอบคือคนที่เขียนรธน. ซึ่งก็จะเหมือนในยุคก่อน ๆ ที่เราเคยพูดว่าเวลาที่ฝ่ายเรื่องไปบอกให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่หรือราชการทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แล้วไปคิดว่าเขาขอมาเขาสั่งมา แล้วก็ไปทำตาม สุดท้ายก็จะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่คุณทำตามอำนาจหน้าที่ ตรงนี้ก็เช่นกัน หากใครไปขออะไรแล้วคุณไปทำ คุณต้องรับผิดชอบการตัดสินใจตัวเอง 21 คนต้องคิดแบบนี้ ต้องดูความเจ็บปวดของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกมธ.ยกร่างฯเป็นตัวอย่าง ดังนั้น 21 คนจะมีความหมายหรือไม่ขึ้นอยู่กับเจ้าตัวแม้จะมีการร้องขอ แต่ก็ขึ้นอยู่กับคนเขียนว่าจะเขียนอย่างไร
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่นายกฯเองก็ตั้งเสป็กและมีธงไว้ชัดเจนว่าจะทำอะไรจะต้องตรงตามเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการจะทำให้ กรธ.ขาดอิสระหรือไม่นั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตรงนี้ตนไม่ทราบ แต่กลไกเหล่านี้เขาก็มีสิทธิ์ที่จะทำความเห็นและรัฐธรรมนูญชั่วคราวเองก็เปิดโอกาสให้หลายองค์กรทำความเห็นไปได้ แต่ก็เป็นแค่ความเห็น อำนาจหน้าที่อยู่ที่ผู้เขียนและผู้ร่าง
ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่ประเด็นคือเขาไม่ใช่แค่มีอำนาจแต่เขามีอำนาจที่จะควบคุมทุกอย่างได้ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า คนที่ตัดสินใจมาทำงานตรงนี้ก็จะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ทำและหากจะไปเขียนตามคนนั้นคนนี้สั่งก็ให้คนสั่งมาเขียนเองเลย ทั้งนี้เห็นว่าที่ผ่านมาอาจจะมีกระบวนการเจรจาต่อรองกันอยู่ คนที่เป็นคนร่างจะเป็นคนยืนยันข้อเท็จจริงได้ดีที่สุด แต่สุดท้ายคนอนุมัติก็คือประชาชน เพราะหากไม่ผ่านความเห็นชอบของประชาชน ทุกอย่างก็สูญเปล่าและไม่เป็นประโยชน์กับใคร
ผู้สื่อข่าวถามว่าที่ผ่านมามีประวัติศาสตร์การเมืองมาแล้วว่าประเทศไทยใช้เวลาร่างรัฐธรรมนูญกว่า 10 ปีแล้ว ในยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ย้อนถามว่า แล้วตอนนี้มันยุคไหนแล้ว เราอยากจะกลับไป ยาวนานขนาดนั้นหรือเวลานี้มีแต่ทุกคนอยากให้ประเทศเดินหน้าแต่ประเทศถ้าจะเดินหน้าไม่ได้เดินอยู่ตัวคนเดียวจะต้องเดินไปกับสังคมโลก เราต้องรองรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ตนไม่เชื่อว่าใครอยากจะย้อนกลับไปแบบนั้น
“ผมคิดว่ายาก ที่จะเดินไปในเส้นทางแบบนั้น เพราะดูได้จากสภาพสังคม บ้านเมืองจะต้องเดินหน้าอย่างสงบ ประชาชนต้องมีความหวัง ได้รับการตอบสนอง ถ้าเราเดินวนเวียนไปมาไม่จบสิ้น จะไม่ตอบโจทย์ใครเลย แต่ผมไม่เชื่อและเชื่อความตั้งใจของพล.อ.ประยุทธ์ที่บอกว่าอยากให้ประเทศชาติเดินหน้า ประเทศสงบ ก็ต้องคำนึงถึงความเป็นจริงของสังคม หากจะปฏิรูปพรรคการเมือง ควรทำ1. อนุญาตให้พรรคการเมืองไปจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองกันตั้งแต่วันนี้ และ2. เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองประชุมทำกิจกรรมเพื่อปฏิรูปพรรคตัวเอง ห้ามทำกิจกรรมที่กระทบกับความมั่นคงจึงจะเรียกว่ามาช่วยกันปฏิรูปพรรคการเมืองเพื่อให้การเมืองเดินไปข้างหน้า” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวด้วยว่า แม้แต่รัฐธรรมนูญฉบับที่ถูกคว่ำไปก็ยังมีการลดทอนอำนาจป.ป.ช.ในเรื่องการไต่สวนข้อเท็จจริง ทำให้มีการแยกส่วนจนอาจส่งผลต่อระบบการไต่สวนที่ทำให้อาจถูกตัดตอนจนหาผู้บงการไม่ได้ และยังมีการเปิดโอกาสให้นักการเมืองทุจริต มีช่องทางต่อสู้ที่ยืดเยื้อมากขึ้น ทั้งนี้การจะเขียนกฎหมายต้องช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปราบปรามการทุจริต ซึ่งต้องใช้ความร่วมมือจากหลายฝ่าย แต่ถ้าไปแยกกันก็จะทำให้ไม่มีประสทิธิภาพในการเอาคนผิดมาลงโทษ




