หน.ปชป.เผยพร้อมส่งสมาชิกพรรค ร่วมสภาขับเคลื่อนฯ ยันไม่เปลี่ยนจุดยืน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะให้มีตัวแทนพรรคการเมืองเข้าไปร่วมเป็นสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศว่า การทำหน้าที่ของสภาขับเคลื่อนฯแตกต่างจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพราะไม่มีอำนาจในเรื่องการอนุมัติรัฐธรรมนูญ เป็นแค่การขับเคลื่อนการปฏิรูป มีบทบาทในการรวบรวมคัดกรองความคิด ที่เสนอเกี่ยวกับการปฏิรูป เพื่อส่งต่อให้ผู้มีอำนาจ เช่น จัดลำดับความสำคัญ ว่าต้องปรับปรุงกฎหมายอะไรบ้าง ดังนั้นจึงเห็นว่าไม่ว่าใครก็เข้าไปร่วมได้ เพราะต้องการให้สังคมมีส่วนร่วมอยู่แล้ว อีกทั้งในแง่การเมืองไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน
"ผมไม่ได้เปลี่ยนจุดยืน เพราะตอนที่ไม่ให้นักการเมืองไปร่วมเป็น สปช.ก็พูดชัดว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากมีอำนาจในการอนุมัติรัฐธรรมนูญ เท่ากับผู้เล่นจะเป็นผู้ไปอนุมัติกติกาเอง เป็นเรื่องไม่สมควร แต่กรณีสภาขับเคลื่อนฯ แตกต่างกัน อีกทั้งคนที่จะเข้าไปก็ไม่ใช่ตัวแทนพรรค เนื่องจากพรรคไม่สามารถประชุมได้ แต่ถ้ามีการถามความเห็นผมว่ามีสมาชิกคนไหนสนใจประเด็นปฏิรูปผมก็ให้ชื่อได้ ส่วนจะได้รับการแต่งตั้งหรือไม่ผมไม่ทราบ และคนที่ได้รับการแต่งตั้งจะรับหรือไม่ อยู่ที่การตัดสินใจของบุคคลนั้น ทั้งนี้ไม่เชื่อว่าหากพรรคการเมืองเข้าสู่กระบวนการนี้แล้ว จะทำให้ถูกใช้เป็นข้ออ้างเพื่อห้ามวิจารณ์ เพราะประชาชนทุกคนต้องมีสิทธิ์มีส่วนร่วมในเรื่องรัฐธรรมนูญและการปฏิรูป จะผูกขาดที่สภาขับเคลื่อนฯ หรือกรรมการยกร่างฯไม่ได้ ดังนั้นการที่จะมาบอกว่าเข้ามาแล้วห้ามพูด หรือถ้าไม่มาก็ห้ามพูดคงไม่ได้ เพียงแต่การแสดงความเห็นต้องอยู่บนพื้นฐานความสุจริตใจ และสร้างสรรค์ไม่ใช่ทำลายความมั่นคง" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า แม้จะมีสมาชิกของพรรคเข้าไปเป็นกรรมการในสภาขับเคลื่อนก็ไม่ได้หมายความว่า คนอื่นจะแสดงความคิดเห็นไม่ได้ เพราะถ้าจะมีการหาข้ออ้างเพื่อปิดปากจริงๆ ก็อ้างได้อีกว่าไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการ ไม่มีสิทธิ์พูด แต่ตนถือหลักเสรีภาพในการแสดงออก เป็นสิทธิ์ของทุกคน แต่ต้องไม่ใช่เพื่อบ่อนทำลาย หรือใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น
"การที่คนของพรรคไปอยู่ร่วมในสภาขับเคลื่อนฯ ที่ไม่มีอำนาจจะมีประโยชน์อะไรนั้น ผมเห็นว่าเป็นเวทีในการแสดงความเห็น และถ้าเป็นสมาชิกพรรคเข้าไปก็ต้องยืนยันเรื่องการกระจายอำนาจ การปฏิรูปตำรวจ แต่คงคาดหวังว่าจะได้เป็นเสียงข้างมากไม่ได้ เพราะไม่ทราบ แต่สามารถใช้เวทีดังกล่าวแสดงจุดยืนในฐานะนักการเมืองได้ แม้ว่าที่ผ่านมาข้อเสนอของ สปช.หลายเรื่องจะไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลก็ตาม คนที่มีอำนาจต้องรับผิดชอบ ต่อการตัดสินใจของตัวเอง แต่คนที่ไปแสดงความเห็นไม่ว่าจะในหรือนอกสภาล้วนเป็นประโยชน์ทั้งสิ้น เพราะการระดมความเห็นจากสังคมล้วนเป็นหัวใจสำคัญ ที่จะทำให้การปฏิรูปสำเร็จ ซึ่งตนไม่คิดว่าการที่นักการเมืองเข้าไปร่วมเป็นคณะกรรมการจะกลายเป็นเพียงแต่ไม้ประดับ หรือความชอบธรรมให้ คสช. เพราะความรับผิดชอบในการปฏิรูปกฎหมายเป็นของ สนช. ส่วนอะไรที่เกี่ยวกับการบริหารก็เป็นเรื่องของรัฐบาล เป็นความรับผิดชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่สิ่งที่สมาชิกสภาขับเคลื่อนต้องรับผิดชอบคือจุดยืนของตัวเอง" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรี ระบุว่าจะมีการปรับระยะเวลาในแผนโรดแมปจาก 20 เดือนให้เร็วขึ้นนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การพูดเรื่อง 20 เดือน ก็จะเอามาจากบทบัญญัติในกฎหมาย ที่เขียนระยะเวลาว่าไม่เกินเท่านั้นเท่านี้ จึงเป็นกรอบเวลาสูงสุด แต่เราไม่ควรพูดล่วงหน้า เพราะทั้งหมดขึ้นอยู่กับ 21 คน ที่กำลังจะเข้ามา ว่าจะวางกรอบการทำงานอย่างไร เช่น จะหยิบร่างเดิมมาพิจารณาเฉพาะประเด็นที่เป็นปัญหา ก็ใช้เวลาไม่นาน ทั้งหมดต้องดูตามสาระเป็นตัวตั้ง โดยตนสนับสนุนให้คงบทบัญญัติที่ดีในร่างรัฐธรรมนูญเดิมไว้ แต่บทบัญญัติใดที่เป็นปัญหาก็ต้องนำมาปรับปรุง ทั้งนี้ที่ผ่านมากรรมาธิการยกร่างฯชุดก่อนก็วางแนวทางที่จะเขียนรัฐธรรมนูญไปพร้อมกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ แต่จะต้องมีความพอดี
นายภิสิทธิ์ กล่าวว่า เพราะกฎหมายลูก ถ้าไปทำก่อนหรือทำพร้อมกับรัฐธรรมนูญ โดยยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเขียนอะไร ก็เป็นไปไม่ได้ ขณะเดียวกันคนที่ร่างรัฐธรรมนูญอาจเห็นว่า ไม่สามารถเขียนทุกอย่างในรัฐธรรมนูญได้ จึงกังวลว่าถ้าไม่มีส่วนในการเขียนกฎหมายลูก คนที่มาทำต่ออาจไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ดังนั้น 21 คน ต้องกำหนดแนวทางการทำงานและเปิดกว้างให้ทุกคนมีส่วนร่ว เพราะในที่สุดต้องผ่านประชามติจากประชาชน
"ผมคิดว่า 21 คน ควรคิดถึงผู้ที่จะเป็นผู้อนุมัติรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะไปฟังใครถ้าประชาชนไม่อนุมัติก็ไม่มีประโยชน์ จึงของฝากทั้ง 21 คน ว่าต้องร่างรัฐธรรมนูญบนความรับชอบต่อประชาชน ทั้งนี้ผมเห็นว่าบางครั้งการถามเรื่องการเขียนกฎหมายลูกแบบลอยๆ โดยยังไม่เห็นเรื่องหาสาระ เป็นเรื่องที่ไม่มีประโยชน์ แต่ในรัฐธรรมนูญต้องเขียนให้ชัดเจนในเรื่องที่จำเป็น เช่นอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระ ต้องระบุให้ชัดในรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ไปใส่ไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าคิดง่ายๆ ว่าเป็นรายละเอียด กลัวรัฐธรรมนูญยาวไปจึงไม่เขียน ต้องคำนึงด้วยว่าสถานะของรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมีความแตกต่างกัน เพราะรัฐธรรมนูญแก้ยากกว่า แต่ถ้าเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญรัฐบาลที่เข้ามาสามารถแก้ไขได้ง่าย ดังนั้นสิ่งที่เป็นดุลอำนาจต้องหลักเลี่ยง อย่าไปกำหนดในกฎหมายลูก เพราะจะทำให้รัฐบาลใช้อำนาจเพื่อเปลี่ยนดุลอำนาจ เช่น คุณสมบัติ วาระการดำรงตำแหน่ง ผมคิดว่าอยากให้รัฐธรรมนูญสั้น แต่อย่าเอามาเหนืออะไรที่เป็นสาระสำคัญต้องอยู่ในรัฐธรรมนูญ" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ส่วนกรณีคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของ ครม.ส่วนใหญ่ จะให้ไปบัญญัติในกฎหมายลูก จะเป็นแนวทางที่ถูกนำมาใช้ในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องนั้นจบไปแล้ว และร่างฯที่แล้วก็ไม่ผ่าน จึงเป็นบทเรียนให้กับทุกฝ่าย ถ้าหากยังทำเหมือนเดิมจะผ่านได้อย่างไร จึงขอให้ไปดูในส่วนที่มีปัญหาและเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เกิดการยอมรับ แต่ถ้าคิดว่าจะเอาให้เหมือนเดิมแล้วให้ผ่าน จะยิ่งเกิดความยุ่งยากมากขึ้น





