นายกฯสั่งก.เกษตรฯนำทัพคิดแพ็คเกจแก้ภัยแล้ง ชงเข้าครม.ภายใน 2 สัปดาห์พร้อมให้ทหารช่วยขุดแก้มลิง30จุด ใน5จังหวัดอีสาน และสร้างฝาย 22 จังหวัด
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เป็นประธานในการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำ เพื่อหารือถึงสถานการณ์น้ำทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้ง โดยมีรัฐมนตรีที่เข้าร่วมประชุม อาทิ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ
โดย พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุมว่า นายกรัฐมนตรีเป็นห่วงเรื่องสถานการณ์น้ำเพราะมีฝนตกน้ำท่วมและน้ำแล้ง โดยในส่วนของน้ำท่วมทั้งในกทม.และต่างจังหวัดนั้น นายกฯย้ำในหลักการในส่วนของกทม.ว่าท่อระบายน้ำอาจจะไม่รองรับการระบายน้ำเพราะฝังเมืองไม่ค่อยดี และปัญหาขยะที่มาพร้อมกับฝนทำให้การระบายมีปัญหา ขณะที่กระทรวงมหาดไทยได้รายงานว่าได้มีการหารือกับกระทรวงมหาดไทย กทม. หน่วยทหารและกระทรวงศึกษาธิการในการให้ความช่วยเหลือประชาชนโดยจะไม่ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติเหมือนที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่การตรวจสอบเรดาห์หาพิกัดว่าตรงไหนจะมีฝนตกเพื่อทำการระบายรถก่อนที่ฝนจะตกไม่ให้การจราจรคับคั่ง และเมื่อน้ำเริ่มท่วมขังจะมีนักเรียนอาชีวะจะเปิดจุดบริการเร่งด่วนเพื่อช่วยซ่อมรถ ขณะที่ทหารและเจ้าหน้าที่กทม.ต้องเคลียร์พื้นที่ไม่ให้มีรถเสียจอดบนผิวการจราจร ส่วนน้ำท่วมในต่างจังหวัดในส่วนของผิวจราจรที่มีน้ำท่วมขังจะทำให้น้ำระบายได้เร็วที่สุด ซึ่งแต่ละจังหวัดก็มีข้อจำกัดแตกต่างกัน
โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวอีกว่า นายกฯยังเน้นย้ำว่ากรณีที่มีฝนตกน้ำท่วมอย่าคิดถึงแค่เรื่องการระบายน้ำเพื่อให้ผิวการจราจรแห้งเท่านั้น ต้องคิดถึงเรื่องเก็บกักน้ำด้วย จึงมีการเรียกข้อมูลจากกรมชลประทานมาดู ซึ่งมีการทำข้อมูลมาให้ดูแบบละเอียด แต่ในที่ประชุมเห็นตรงกันว่าขอให้เพิ่มความละเอียดมากกว่านี้ เพราะที่ผ่านมาที่มามีแต่ข้อมูลน้ำในเขื่อนหลักเท่านั้น แต่นายกต้องการข้อมูลน้ำบาดาลที่มีการขุดเจาะแล้วว่ามีปริมาณเท่าใด แหล่งเก็บกักน้ำที่รัฐบาลส่งเสริมด้วยการอัดเม็ดเงินลงไปปัจจุบันเก็บกักน้ำได้เท่าไรแล้ว ดังนั้นหมายความว่าน้ำต้นทุนที่เคยพูดถึงเฉพาะเขื่อนหลักไม่เพียงพอแล้ว เนื่องจากปีนี้ปริมาณน้ำที่ใช้การได้ ปริมาณค่าเฉลี่ยของฝนที่น้อยกว่าที่ผ่านมา 25% จึงต้องวางแผนจากข้อมูลที่ละเอียดตั้งแต่วันนี้ นายกฯจึงมอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯเป็นแกนกลางในการประสานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการระดมข้อมูลทั้งหมดมาเชื่อมโยงกัน
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า ในที่ประชุมมีการหารือถึงการที่จะนำน้ำจากแม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน ที่มีการพูดกันมานานแล้ว มีการตรวจสอบแล้วว่ามีความเป็นไปได้ยาก เพราะเป็นแม่น้ำที่มีพื้นที่ในประเทศอื่นด้วย ดังนั้นวิธีการที่ดีที่สุดคือกลับมาดูแม่น้ำในประเทศทั้งสายหลักและสายย่อยที่จะไหลลงแม่น้ำโขง และแม่น้ำสาละวินควรทำพื้นที่เก็บกักน้ำที่เป็นแก้มลิงและฝายแยกออกจากแม่น้ำหลักและแม่น้ำสาขาภายในประเทศก่อนที่จะลงในแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาละวิน เพื่อให้มีแหล่งเก็บกักในพื้นที่ก่อน ให้อยู่ในประเทศนานที่สุดเท่าที่จะนานได้ ซึ่งในที่ประชุมพล.อ.ฉัตรชัยระบุว่าได้จัดเตรียมข้อมูลเรื่องแก้มลิงเอาไว้แล้วจำนวน 30 แห่งในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคอีสาน คือ จังหวัดนครพนม จังหวัดหนองคาย จังหวัดบึงกาฬ จังหวัดเลย และจังหวัดมุกดาหาร และมีการทำฝายอีก 22 จังหวัด ที่ส่วนใหญ่อยู่ในภาคอีสานตอนบนและภาคกลางตอนบนบางส่วน
"ไม่ต้องขออนุญาตต่างประเทศ เพราะแม่น้ำอยู่ในพื้นที่ของเราก่อนที่จะไป แต่ต้องทำให้ประเทศอื่นเขาไม่รู้สึกว่าจะทำให้ส่วนรวมเสียหายหรือไม่ เพราะนี่ไม่ใช่การดึงน้ำจากแม่น้ำโขงเข้าประเทศเรา แต่เราทำแก้มลิงเพื่อกักน้ำให้อยู่ในประเทศนานที่สุด ซึ่งนายกสั่งให้นำกำลังทหารมาช่วยขุดแก้มลิง ซึ่งตอนนี้เขามีจุดที่ขุดแล้ว"พล.ต.สรรเสริญ กล่าว
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวด้วยว่า ในที่ประชุมหารือถึงการแย่งน้ำของประชาชนจากบทเรียนครั้งที่ผ่านมาว่า พลเอกอนุพงษ์กล่าวในที่ประชุมว่าเป็นไปไม่ได้ที่ปล่อยน้ำไปแล้วจะนิ่งเฉยเพราะชาวบ้านต้องสู้เพื่อชีวิตของเขา ดังนั้นจึงมีความสำคัญในเรื่องข้อมูลที่นายกสั่งการว่าข้อมูลจะต้องละเอียดลึกถึงกึ๋น และต้องมีความชัดเจนว่าตรงไหนอย่างไร ช่วยเหลืออย่างไร ถ้าทุกคนคิดว่าทุกอย่างต้องได้เหมือนเดิมนั้นเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นถ้าทำให้ประชาชนทราบข้อมูลพร้อมกับรัฐบาลคือสิ่งที่ดีที่สุด
โฆษกฯ กล่าวด้วยว่า นายกฯยังห่วงใยในเรื่องของการแจ้งข้อมูลกับประชาชนว่าไม่สามารถทำได้แบบเป็น “ต่อน ต่อน” หรือเป็นเรื่องๆได้ เพราะประชาชนจะต้องรับทราบข้อมูลและสถานการณ์ที่เป็นข้อเท็จจริงไปพร้อมกับรัฐบาล เพื่อเข้าใจว่าจะเกิดปัญหาอะไรในวันข้างหน้า เพื่อเข้าใจว่าทำไมรัฐบาลจึงต้องมีมาตรการแบบนี้ ซึ่งนายกฯให้เวลาหน่วยงานในการดำเนินมาตรการภายใน 2 สัปดาห์นับจากนี้ให้ชัดเจนว่าถ้าหากรัฐบาลจะขอความกรุณาประชาชนและเกษตรกรในการห้ามทำอะไร ให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเพาะปลูกจะต้องออกไปเป็นแพ็คเกจ ไม่ใช่มีเพียงระบุมาตรการว่าควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร
แต่จะต้องมีมาตรการในการช่วยเหลือพร้อมไปทีเดียว เพื่อให้เขาเกิดความมั่นใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งหลายว่ารัฐจะมีแนวทางช่วยเหลือเพื่อประคับประคองให้ผ่านวิกฤติไปได้อย่างไร เพราะถ้าออกมาตรการเป็นแพ็คเกจจะไม่มีปัญหาเหมือนที่ผ่านมา เพราะอย่างปีที่ผ่านมาเราบอกว่าห้ามปลูกบางทีมันลำบาก เพราะเกษตรกรมีวิธีการปฏิบัติแบบนี้มาตลอดทั้งชีวิต ฉะนั้นนายกฯจึงสั่งทุกหน่วยงาน ธนาคารธกส. ธนาคารออมสิน ครู กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชลประทานที่อยู่ในพื้นที่ต้องลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับประชาชนในสิ่งที่ตัวเองเกี่ยวข้องด้วย และมั่นใจว่าวิกฤติการณ์เหล่านี้จะดีขึ้น เนื่องจากประชาชนจะเข้าใจสถานการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้นในเรื่องน้ำ
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวยกตัวอย่างแพ็คเกจในเรื่องของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการปลูกพืชว่า นายกฯยกตัวอย่างถึงขั้นว่าไม่ใช่เพียงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูเรื่องที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น มีตลาดรองรับพืชที่จะให้เขาเปลี่ยนพฤติกรรมหรือไม่ สัดส่วนในการปรับเปลี่ยนเป็นอย่างไร เรานำเอาปัญหาของปีที่แล้วที่ปล่อยให้ประชาชนเห็นข้าวยืนต้นตายมันทำไม่ได้ ดังนั้นต้องมีความชัดเจนทั้งแพ็คเกจ ซึ่งนายกฯให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปเร่งดำเนินการออกมาตรการและให้ได้ข้อสรุปในเร็วๆนี้ ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ ซึ่งจะมีการนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ต่อไป โดยกระทรวงเกษตรฯจะเป็นการแกนกลางในการประสานงานในการคิดแพ็คเกจทั้งระบบ
เมื่อถามว่าให้เวลาคิดมาตรการ 2 สัปดาห์จะทันหรือไม่ พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า ข้อมูลมีอยู่แล้ว แต่วันนี้มีการนำข้อมูลมาเรียงแต่ยังไม่ครบทุกส่วน ดังนั้นการทำข้อมูลมาครบทุกส่วนคิดว่าจะดำเนินการทัน ซึ่งรองนายกฯสมคิดพูดด้วยซ้ำไปว่าให้เวลา 1 สัปดาห์ เพราะมีการสอบถามกันแล้วพบว่าส่วนใหญ่มีข้อมูลดิบกันอยู่แล้ว เพียงแต่จะต้องทำข้อมูลของทุกส่วนมาประสานกัน





