ผบ.สส.เมียนมาร์พบนายกฯ ประสานความร่วมมือด้านความมั่นคงเพื่อป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่
พลเอกอาวุโส มิน อ่อง ไหล่ (Senior General Min Aung Hlaing) ผู้บัญชาการทหารสูงสุดสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ เข้าเยี่ยมคารวะ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการหารือ พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง ไหล่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมียนมา ในโอกาสเดินทางมาเยือนไทย และเชื่อมั่นว่าการประชุมคณะกรรมการระดับสูงไทย – เมียนมาร์ จะประสบความสำเร็จและช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพทั้งสองให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีแสดงความเสียใจกรณีอุทกภัยในภาคตะวันตกของเมียนมาร์ โดยภายหลังเกิดเหตุการณ์ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดส่งความช่วยเหลือ ทีมแพทย์ เวชภัณฑ์และสิ่งของบรรเทาทุกข์ต่าง ๆ ไปให้เมียนมาร์อย่างเร็วที่สุด ซึ่งพลเอกอาวุโส มิน อ่อง ไหล่ ได้กล่าวแสดงความขอบคุณที่ไทยอยู่เคียงข้างเมียนมาในช่วงที่ประสบกับความยากลำบาก ตลอดจน รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถได้ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อช่วยเหลือในเหตุการณ์ดังกล่าว โดยเมียนมาร์ได้รับความช่วยเหลือจากไทย รวมทั้งสิ้นในขณะนี้เป็นเงิน 18 ล้านบาท โดยกองบัญชาการกองทัพไทยยังได้ส่ง นายทหารจำนวน 50 นายเข้าไปให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนเมียนมาในพื้นที่ประสบภัยด้วย
ด้านความสัมพันธ์ทวิภาคี ทั้งสองฝ่ายต่างยินดีที่ปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมีความใกล้ชิดในทุกมิติและทุกระดับ มีการแลกเปลี่ยนการเยือนและการประชุมภายใต้กลไกความร่วมมือทวิภาคี โดยไทยยืนยันที่จะส่งเสริมความสัมพันธ์และพัฒนาความร่วมมืออันใกล้ชิดกับเมียนมาร์อย่างต่อเนื่อง ตามแนวทางที่ได้หารือกับประธานาธิบดีเมียนมาร์
นอกจากนี้ ไทยจะเร่งพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวชายแดนที่สามารถเชื่อมโยงกับเมียนมาร์และประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึง โครงการทวาย ซึ่งทางฝ่ายเมียนมาร์กล่าวว่า ต้องการสนับสนุนให้โครงการนี้เกิดขึ้นโดยเร็วเช่นกัน เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศความร่วมมือด้านแรงงาน นายกรัฐมนตรีได้แสดงความประสงค์ที่จะเร่งรัดกระบวนการขึ้นทะเบียนแรงงาน เพื่อที่รัฐบาลไทยจะได้ดูแลแรงงานเหล่านี้ได้อย่างทั่วถึงและเพื่อป้องกันการโดนเอารัดเอาเปรียบของแรงงานเมียนมาร์ ซึ่งเมียนมาร์รับที่จะไปเร่งรัดหน่วยงานที่ทำหน้าที่พิสูจน์สัญชาติให้ดำเนินงานให้เร็วขึ้น นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เสนอให้มีการลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อรองรับสู่การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนด้วย
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เสนอให้มีจัดทำสายด่วน (hotline) ระหว่างผู้นำในระดับต่าง ๆ เพื่อให้ไทยและเมียนมาร์สามารถร่วมกันแก้ไขปัญหาเร่งด่วนที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงทีด้านการค้าการลงทุน นายกรัฐมนตรี เห็นว่าปัจจุบันมีนักธุรกิจไทยสนใจเข้าไปลงทุนในเมียนมาร์มากขึ้น จึงฝากให้รัฐบาลเมียนมาร์ช่วยดูแลนักลงทุนชาวไทย ซึ่งฝ่ายเมียนมาร์เอง กล่าวว่า ต้องการสนับสนุนการลงทุนจากต่างชาติเช่นกัน และได้ออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองนักลงทุนต่างชาติด้วย โดยยืนยันที่จะให้การดูแลนักลงทุนไทยเป็นอย่างดีไทยอย่างดี
ด้านความร่วมมือทางทหาร นายกรัฐมนตรียืนยันที่จะสนับสนุนการเสริมสร้างความสัมพันธ์และความไว้เนื้อเชื่อใจกับกองทัพเมียนมาในทุกระดับ เพื่อสร้างความปรองดองและการพัฒนาพื้นที่ชายแดนไทย – เมียนมาร์ ซึ่งมีชายแดนติดต่อกันเป็นทางยาว จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการปรึกษาหารือกันอยู่เสมอ ๆ รวมถึงการประชุมคณะกรรมการต่างๆ ในกรอบเรื่องชายแดนเพื่อจะได้ใช้เป็นเวทีในการแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ และขยายความร่วมมือในด้านที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะร่วมกันสร้างความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน
อาทิ การแก้ไขปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมือง การแก้ไขปัญหาผู้หนีภัย การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และการให้ความร่วมมือในการเปิดจุดการค้าชายแดนในทุกพื้นที่ นอกจากนี้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมียนมาร์ได้กล่าวถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และแสดงความเชื่อว่า ภายใต้การบริหารประเทศของนายกรัฐมนตรี ประเทศไทยจะประสบความสำเร็จในการปฏิรูปประเทศและมีความสงบเรียบร้อย





