"สมบัติ" ปธ.กมธ.ปฏิรูปการเมือง สปช. ชี้ร่างรธน. จะทำให้ได้รัฐบาลอ่อนแอ บริหารประเทศได้ยาก แม้จะมีประเด็นปฏิรูปดีก็ตาม
นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) ปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า สิ่งที่กมธ.การเมือง เป็นกังวลคือจุดประสงค์ของกมธ. ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ต้องการให้มีรัฐบาลผสมที่ไม่เข้มแข็ง ซึ่งได้ใช้ระบบเลือกตั้งสัดส่วนผสมแบบเยอรมัน ซึ่งจะทำพรรคการเมืองใดได้เสียงเกินครึ่งเลย แต่ว่าการเมืองของประเทศเยอรมันมีความเข้มแข็ง แต่ของไทยนั้นไม่ใช่ ซึ่งประเทศเราเคยใช้รัฐบาลสัดส่วนผสมมาในอดีต นายกรัฐมนตรีไม่สามารถกำกับการทำงานของรัฐมนตรีของแต่ละกระทรวงได้ เพราะไม่สามารถเลือกคนในพรรคของตัวเองเป็นนายกได้ เนื่องจากเป็นโควต้าของแต่ละพรรค อีกทั้งยังจะส่งผลให้นโยบายการทำงานขาดความเป็นเอกภาพด้วย อีกทั้งจะนำไปสู่การตั้งฉายารัฐบาลว่า “บุพเฟต์ คาบิเนต” ซึ่งเป็นลักษณะของรัฐบาลผสมที่อ่อนแอ ทำให้มีการคอรัปชั่นอย่างกว้างขวาง หรือถ้าหากนายกฯไม่ได้เป็นคนโกง ก็จะถูกมองว่าพายเรือให้โจรนั่ง
นายสมบัติ กล่าวต่อว่า การบริหารประเทศจะก้าวหน้าสำเร็จหรือไม่ก็ต้องอยู่ที่รัฐบาล เพราะถ้ารัฐบาลเข้มแข็ง การบริหารสำเร็จบรรลุผลก็จะมีสูง ถ้าหากเป็นรัฐบาลที่อ่อนแอ ถึงมีประเด็นปฏิรูปดีๆเต็มรัฐธรรมนูญก็ไม่สามารถขับเคลื่อนให้เกิดผลสำเร็จได้ เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาลผสมต่างพรรคต่างมุ่งหาผลประโยชน์ของตัวเอง ก็จะทำให้การปฏิรูปไม่สำเร็จ
“อยากจะให้คิดถึงรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มีเอกภาพและอำนาจเต็มร้อยในการแต่งตั้งและกำกับรัฐมนตรีทุกกระทรวง และมีอำนาจพิเศษตามมาตรา 44 แต่ก็ยังปรากฏปัญหาในการบริหารราชการแผ่นดินหลายประการ และจัดการปัญหาไม่ได้ทุกเรื่อง แล้วประเทศไทยจะมีความหวังอะไรกับรัฐบาลผสมที่อ่อนแอ ซึ่งกำลังจะมาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้” นายสมบติ กล่าว
นายสมบัติ กล่าวอีกว่า กลไกการตรวจสอบจากร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) ฉบับนี้ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งกลไกหลักมีแค่สองประการก็คือ 1.การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งเราก็ทราบอยู่ดีว่า ฝ่ายค้านออกเสียงทีไรก็แพ้ทุกที 2.การถอดถอน
โดยรัฐสภา ซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) 470 และ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)200 คน ซึ่ง รธน. ได้หนดให้มีการใช้เสียงเกินครึ่ง คือ 335 คน หากรัฐบาลผสมสามารถตั้งรัฐบาลที่มีเสียงเกินครึ่งได้ จะทำให้ฝ่ายค้านถอดถอนไม่ได้ แต่รัฐบาลจะถอดถอนฝ่ายค้านได้ เพียงเท่านี้ก็เห็นแล้วว่ากระบวนการตรวจสอบนั้นอ่อนแอ ถึงแม้จะมีการกำหนดอีกว่า ปปช. ดำเนินการตรวจสอบแล้วไม่ได้ผล ก็ให้ ส.ส. หนึ่งในสิบ เสนอเข้าชื่อกันร้องต่อประธานศาลฎีกา ซึ่งกระบวนการนี้ก็ยืดยาวมาก ไม่สามารถรับมือกับการทุจริตที่มีมากในประเทศไทยได้ โดยทาง กมธ.การเมืองเคยเสนอกลไกที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ แต่ กมธ.ยกร่างฯ ไม่สนใจ พร้อมทั้งระบุว่าการเปิดช่องให้คนนอกมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้นั้น ส่วนตัวมองว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ล้าหลังกว่าฉบับปี 40 และ ปี 50
“รัฐธรรมนูญเปรียบเหมือนร่างกายของเรา ถ้ารูปร่างภายนอกและอวัยวะภายในทุกส่วนดีหมด หัวใจอ่อนแอซึ่งเปรียบได้กับรัฐบาลผสม ก็จะส่งผลกระทบต่อร่างกายทั้งหมด ต่อให้ประเด็นปฏิรูปดีมากก็ตามที ก็ไม่สามารถขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าได้” นายสมบัติ กล่าว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงเสียงของกมธ.การเมือง ต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นอย่างไร นายสมบัติ ตอบว่า เป็นเรื่องความเห็นของบุคคลซึ่งมีหลากหลายกันไป อย่าไปคิดว่าทุกคนจะต้องคิดเห็นเหมือนกัน สำคัญที่สุดคือเหตุผลในการตัดสินใจ ซึ่งแม้ว่าสมาชิกจะอยากให้ผ่านก็ไม่ใช่ปัญหา ก็ต้องดูด้วยว่าประชาชนชนจะเห็นด้วยหรือไม่ ซึ่งจะเป็นด่านใหญ่ อย่างไรก็ดีการประชุมอย่างไม่เป็นทางการร่วมกับ กมธ.ปฏิรูปกฎหมายฯ นั้นจะไม่นำไปหารือกับคณะอื่นแต่อย่างใด




