วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

พบหลักฐานเงินค่าโดยสารคนร้ายบึ้มราชประสงค์

เจ้าหน้าที่พบหลักฐานเงินค่าโดยสารของผู้ต้องสงสัยบึ้มราชประสงค์ ขึ้นแท็กซี่ลงหัวลำโพงก่อนต่อตุ๊กตุ๊ก ส่งธนบัตรตรวจดีเอ็นเอ

ความคืบหน้าการตามล่าผู้ต้องสงสัยก่อเหตุวางระเบิดบริเวณศาลพระพรหม แยกราชประสงค์ และท่าเรือสาธรนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชุดสืบสวนได้ทำการตรวจสอบพยานวัตถุในที่เกิดเหตุ เชื่อได้ว่า ระเบิดที่ศาลท้าวมหาพรหม แยกราชประสงค์ กับเหตุระเบิดที่ท่าเรือสาทรน่าจะเป็นระเบิดชนิดเดียวกัน คือระเบิดทีเอ็นที โดยประกอบเป็นแบบไปป์บอมบ์ เนื่องจากพบชิ้นส่วนจากที่เกิดเหตุทั้ง 2 แห่ง เหมือนกัน โดยใช้วัสดุ ท่อแป๊บบรรจุดินระเบิด และลูกปราย หรือบอลแบริ่ง ใช้เป็นสะเก็ดจำนวนมาก

ขณะเดียวกันชุดสืบสวนเชื่อกลุ่มที่ก่อเหตุในครั้งนี้ ไม่น่าจะประกอบระเบิดมาเพียงแค่ 1-2 ลูก แต่น่าจะประกอบมากกว่านั้น ทั้งนี้ได้ทำการตรวจสอบย้อนหลังไปก่อนหน้านี้ ไม่เคยพบวิธีการก่อเหตุระเบิดแบบนี้มาก่อนในประเทศไทย ทำให้เชื่อได้ว่าน่าจะเป็นวิธีประกอบระเบิดของต่างประเทศ เมื่อตำรวจชุดสืบสวนทำการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกย้อนหลังพบว่าเมื่อปี 2554 ได้มีชาวต่างชาติ ซึ่งไม่รู้สัญชาติ ได้เข้ามาสอนการประกอบระเบิดชนิดดังกล่าวในประเทศไทย

ทั้งนี้ระเบิดทีเอ็นทีจะมีน้ำหนักมาก จึงทำให้มีอานุภาพทำลายล้างสูง จนทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ขณะเดียวกันชุดสืบสวนยังยืนยันว่าในส่วนของเหตุระเบิดที่สะพานสาทรนั้น มีภาพปรากฏเพียงในคืนวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งในภาพจากกล้องวงจรปิดเป็นชายชาวเอเชีย ไม่ทราบสัญชาติ ไม่ทราบชื่อและนามสกุล มีพฤติกรรมเดินไป-มา บนสะพานข้ามคลองที่เชื่อมกับโป๊ะท่าเรือสาทร พร้อมทำที่ใช้โทรศัพท์ ก่อนจะวางถุงพลาสติกสีขาวที่เชื่อได้ว่าบรรจุวัตถุระเบิดอยู่ภายใน เมื่อสบโอกาสก็ใช้เท้ายันหรือเขี่ยลงไปในน้ำ

อย่างไรก็ตาม ต้องทำการตรวจสอบให้แน่ชัดอีกครั้ง เนื่องจากบริเวณดังกล่าวพบเศษถุงพลาสติกสีส้มอยู่ด้วย โดยขณะนี้ทางชุดสืบสวนได้ไล่ตรวจสอบพบกล้องวงจรปิดถึงบริเวณแยกสาทรแล้ว เพื่อตรวจสอบว่า ชายต้องสงสัยดังกล่าวใช้พาหนะใดเดินทางมาก่อเหตุ

สำหรับความคืบหน้าในการติดตามตัวคนร้ายที่ก่อเหตุวางระเบิดตรงบริเวณศาลท้าวมหาพรหม แยกราชประสงค์ ซึ่งเป็นชายใส่เสื้อสีเหลือง และถูกออกหมายจับตามภาพสเก็ตช์ไปแล้วนั้น ล่าสุดมีรายงานว่า เมื่อเวลา 04.00 น.วันที่ 22 ส.ค. เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสามารถไล่กล้องจนทราบว่าคนร้าย ได้โบกรถแท็กซี่ แต่ยังไม่ทราบสีและทะเบียน มาจากย่านยานนาวา ก่อนจะมาลงรถที่บริเวณสถานีรถไฟหัวลำโพง จากนั้นจึงโบกรถตุ๊กตุ๊ก เพื่อเดินทางมาก่อเหตุที่แยกราชประสงค์ โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามหาตัวคนขับรถแท็กซี่คันดังกล่าวมาสอบปากคำ

พบหลักฐานธนบัตรมือบึ้มจ่ายค่ารถ

ขณะที่ล่าสุดคณะพนักงานสอบสวนได้หลักฐานเพิ่ม ซึ่งเป็นธนบัตร ฉบับละ 20 บาท โดยเป็นธนบัตรที่คนร้ายชำระเงินค่าโดยสารให้กับคนขับรถตุ๊กๆ เป็นเงินที่รวมอยู่ในเงินจำนวน 200 บาท สำหรับค่าโดยสารดังกล่าว สำหรับธนบัตร ฉบับละ100 บาท ที่เป็นหนึ่งในจำนวนเงินทั้งหมดของค่าโดยสารนั้น คนขับรถตุ๊กตุ๊กได้ใช้จ่ายเป็นค่าก๋วยเตี๋ยวไปแล้ว จึงเหลือแต่ธนบัตร ฉบับละ 20 บาทเท่านั้น โดยเจ้าหน้าที่จะนำหลักฐานที่เป็นธนบัตรฉบับละ 20 บาทนี้ ส่งมอบให้กองพิสูจน์หลักฐานนำไปตรวจตามกระบวนการนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อหารอยนิ้วมือแฝง และดีเอ็นเอ อย่างละเอียด แล้วคัดแยกออกจากพยาน เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการแกะรอยติดตามคนร้ายรายนี้ต่อไป

คุมร.ต.ท.สอบโพสต์ระส่ำประเทศ

แหล่งข่าวจากชุดสืบสวน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) พร้อมเจ้าหน้าที่ทหาร ได้เดินทางมาควบคุมตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสัญญาบัตร ยศร้อยตำรวจโท (ร.ต.ท.) นายหนึ่ง อายุ 44 ปี เป็นพนักงานสอบสวน สังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ของ สน.แห่งหนึ่งย่านฝั่งธนบุรี จากพล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. ที่เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง

เนื่องจากก่อนหน้านี้ สังคมออนไลน์มีการแชร์ภาพและข้อความของบุคคลที่ใช้เฟซบุ๊คโพสต์ข้อความว่า “เร็วๆ นี้จะได้ยินข่าวดีหรือข่าวร้ายไม่รู้ ระสำระสายกันทั้งประเทศคอยดู” โดยข้อความนี้ถูกโพสต์เมื่อเวลา 23.24 น.วันที่ 15 ส.ค.ก่อนที่ช่วงค่ำวันที่ 17 ส.ค.ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้นที่แยกราชประสงค์ จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ซึ่งหลังเกิดเหตุก็มีสังคมออนไลน์ต่างๆนำข้อความนี้มาแชร์และวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างแพร่หลาย โดยส่วนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นกับเหตุการณ์ระเบิดหรือไม่

เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปอท.จึงทำการตรวจสอบผู้ใช้เฟซบุ๊คที่โพสต์ข้อความดังกล่าว กระทั่งสืบทราบชื่อและนามสกุลจริง จึงเข้าควบคุมตัวเพื่อมาสอบสวนพร้อมกับเจ้าหน้าที่ทหาร โดยนำตัวมาสอบสวนที่ค่ายทหารแห่งหนึ่งในพื้นที่ กทม. โดยการควบคุมตัวนายตำรวจยศ ร.ต.ท.ดังกล่าวยังคุมตัวสอบสวนอยู่ในค่ายทหาร และยังไม่มีผู้บังคับบัญชาใน บช.น. หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติออกมาชี้แจงเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว

ผบ.ตร.สั่งปิดปาก-มอบโฆษกแถลง

ขณะที่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ได้มีหนังสือที่ 0001(ศปก.ตร.)/137 ลงวันที่ 21 ส.ค.2558 วิทยุสั่งการเร่งด่วนที่สุดชั้นความลับ จากศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) ถึง ผบช.น. ผบช.ภ.1-9 ผบช.ศชต. ผบช.ก.ผบช.สตม. บช.ตชด. สยศ.ตร. ผบก.สท. ผู้ปฏิบัติ อ้างถึงวิทยุ ศปก.ตร.ที่ 0001(ศปก.ตร.) /16 ลงวันที่ 17 ส.ค.2558 กำชับการปฏิบัติกรณีเหตุระเบิดที่บริเวณแยกประสงค์

เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าว ได้ส่งผลกระทบต่อการสร้างความเชื่อมั่นในการรักษาความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินให้กับประชาชน และการให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว อาจส่งผลกระทบกับภารกิจด้านความมั่นคง การป้องกันปราบปรามอาชญากรรมของตร. และการสืบสวนสอบสวนรวบรวมหลักฐานดำเนินคดีผู้กระทำความผิด รวมทั้งอาจก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อน และส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ในภาพรวมของตร.

จึงให้ดำเนินการปฏิบัติตามระเบียบ ตร. การปฏิบัติเกี่ยวกับการให้ข่าว การแถลงข่าว การให้สัมภาษณ์ การเผยแพร่ภาพต่อสื่อมวลชน และการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ พ.ศ.2556 โดยเคร่งครัด ส่วนการให้ข้อมูลข่าวสาร ข้อเท็จจริง หรือแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เกี่ยวกับเหตุการณ์นั้น ให้ถือระเบียบ ตร. โดยในกรณีจำเป็นที่ต้องแถลงข่าว หรือให้ข้อมูลต่อสื่อมวลให้นำเรียน โฆษก ตร. เพื่อทราบรายละเอียด และแจ้งสื่อมวลชนให้ไปสัมภาษณ์ข้อเท็จจริงจาก พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษก สตช. โดยตรง ซึ่งจะทำให้ได้รายละเอียดที่ชัดเจน และเป็นแนวทางเดียวกัน ทั้งนี้ การให้สัมภาษณ์ข้อมูลข้อเท็จจริงที่ไม่เป็นไปตามสั่งการข้างต้น และก่อให้เกิดความเสียหาย จะถือเป็นความบกพร่องของผู้บังคับบัญชาที่รับผิดชอบ จึงแจ้งมาเพื่อทราบและถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด

ส่งภาพสเก็ตมือบึ้มให้ตร.สากล190ปท.

ด้านพล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร. กล่าวว่า ได้ส่งภาพสเก็ตผู้ต้องหาที่ต้องสงสัยก่อเกตุระเบิดแยกราชประสงค์ ให้กับตำรวจสากล 190 ประเทศ เพื่อช่วยติดตามตัวคนร้ายแล้ว ส่วนเหตุระเบิดท่าเรือสาทรที่มีการเผยแพร่ภาพจากกล้องวงจรปิด พบชายเสื้อฟ้ามีพฤติกรรมต้องสงสัยใช้เท้าถีบของลงน้ำก่อนเกิดเหตุระเบิดขึ้นในวันต่อมา เบื้องต้นได้ตรวจสอบภาพวงจรปิดแล้ว แต่กล้องอยู่ในระยะไกลจึงไม่สามารถจับใบหน้าได้ชัดเจน แต่กำลังเร่งตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดเพิ่มเติม อย่างไรก็ตามยอมรับว่าการคลี่คลายคดีระเบิดเป็นเรื่องยาก แต่ทางเจ้าหน้าที่จะเร่งติดตามผู้ก่อเหตุมาลงโทษตามกฎหมายต่อไป

สำหรับคลิปวิดีโอระเบิดที่ท่าเรือสาทรซึ่งเผยแพร่อยู่นั้น ไม่ใช่ของทางราชการ จึงต้องตรวจสอบว่าคลิปดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อไรและมีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์หรือไม่ หากบุคคลในคลิปมีความเกี่ยวข้องก็จะเรียกตัวสอบปากคำเพิ่มเติม

“ยืนยันว่ามีความคืบหน้าไปมาก แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ และไม่อยากให้เจาะจงว่าเป็นชาติใด ผิวใด เพราะอาจมีผลกระทบต่อรูปคดี อยากให้ยืนยันตามภาพสเก็ตดังกล่าว และในวันที่ 23 สิงหาคม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะลงพื้นที่เพื่อเอกซเรย์กรุงเทพฯต่อไป” ผู้ช่วย ผบ.ตร.กล่าว