“ประวิตร”นั่งหัวโต๊ะพิจารณา 2 ตำแหน่งสำคัญ ถกผู้นำเหล่าทัพเคาะ“ปรีชา จันทร์โอชา” นั่งผบ.ทบ. ส่ง “ธีรชัย นาควานิช” นั่งปลัดกลาโหม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวานนี้ (14 ส.ค.) ได้มีการพิจารณา 2 ตำแหน่งสำคัญที่หลายฝ่ายจับตามอง คือตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
โดยในช่วงบ่าย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมการพิจารณาปรับย้ายนายทหารชั้นนายพล โดยมี พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และพล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง ผู้บัญชาการทหารอากาศ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ภายในห้องทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยใช้เวลาการประชุมประมาณ 1 ชั่วโมง
พล.อ.วรพงษ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดทำบัญชีรายชื่อโยกย้ายนายทหารประจำปี2558 ในส่วนของกองทัพไทย ว่าจากการประชุมคณะกรรมการปรับย้ายนายทหารระดับชั้นนายพล ครั้งนี้้มีความเรียบร้อยดี และไม่มีปัญหาอะไร เมื่อประชุมเสร็จออกมาทุกคนก็ยิ้มแย้มแจ่มใสดี ส่วนรายชื่อในส่วนของกองทัพไทยเป็นไปตามกระเเสข่าวหรือไม่ ตนไม่รู้ข่าวออกมาได้อย่างไร มันไม่ค่อยถูก ขอให้รอรายชื่อแบบเป็นทางการออกมาก่อน
อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมมีการหยิบยกประเด็น ผบ.ทบ. มาหารือกันอย่างกว้างขวาง โดยท้ายที่สุดแล้วมีมติให้ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา เป็นผู้บัญชาการทหารบกคนที่ 39 ส่วน พล.อ.ธีรชัย นาควานิช เป็น ปลัดกลาโหม
สำหรับพล.อ.ปรีชา เป็นอดีตแม่ทัพภาคที่ 3 และตำแหน่งสุดท้ายคือผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เป็นน้องชายของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนวัดนวลนรดิศ โรงเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 15 และโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ารุ่นที่ 26 ในปี2557 ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ขณะที่เช้าวันเดียวกันมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ(กตช.) ที่กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1พัน4 รอ.) โดยพล.อ.ประยุทธ์ มอบหมายให้พล.อ.ประวิตร ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมแทน
สำหรับวาระสำคัญที่ถูกจับตาคือการพิจารณาแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) คนที่ 11 แทนพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. คนปัจจุบันที่จะเกษียณอายุราชการในสิ้นเดือน ก.ย.นี้ ท่ามกลางกระแสข่าวสะพัดว่ามีคู่ชิงตำแหน่งคนสำคัญ 2 คน คือพล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผบ.ตร. อาวุโส ลำดับ 1 และพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รองผบ.ตร. อาวุโสลำดับ 5
ทั้งนี้ หลังจากใช้เวลาประชุมไม่นานที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ 6 ต่อ 0 ให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา เป็นผบ.ตร.คนต่อไป โดยมีรายงานว่า พล.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. เป็นผู้เสนอชื่อ พล.ต.อ.จักรทิพย์ โดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน
สำหรับพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา จบการศึกษาจากโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 36 ปริญญาโทสาขาบริหารรัฐกิจจากประเทศสหรัฐ ศึกษาเพิ่มเติมหลักสูตรการสอบสวน (ATF-ILEA) และหลักสูตร FBI ที่รัฐเนวาดา ประเทศสหรัฐ
เริ่มรับราชการจากตำแหน่งนายเวรผู้บังคับการประจำกรมตำรวจ ปี 2537-2538 ได้ย้ายเข้าสู่กองปราบปรามในตำแหน่งรองผู้กำกับ ในปี2539 ได้เป็นนายเวรอธิบดีกรมตำรวจ (พล.ต.อ.พจน์ บุณยะจินดา) จากนั้นทำงานในหลายตำแหน่ง โดยเฉพาะงานด้านปราบปราม และได้ชื่อว่าเป็นนายตำรวจมือปราบคนหนึ่ง
เมื่อวันที่ 1 ต.ค.2551 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และ 6 วันต่อมาจากนั้น คือในวันที่ 7 ต.ค. ได้เกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่หน้ารัฐสภา มีการใช้แกสน้ำตาของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเหตุการณ์ครั้งนั้น พล.ต.อ.จักรทิพย์ ได้ถอดเสื้อของตนเองเข้าพยาบาลผู้ได้รับบาดเจ็บ จนได้รับฉายาว่า “สุภาพบุรุษแก๊สน้ำตา”
กระทั่งในปี2552 ได้ย้ายเป็นรักษาการผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ทำหน้าที่ประสานงานสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทย) ก่อนจะได้รับแต่งตั้งจากคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจนครบาลในเดือนต.ค.2553 และนอกจากการรับราชการตำรวจแล้ว พล.ต.อ.จักรทิพย์ ยังมีตำแหน่งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) และคณะกรรมการบริหารกิจการขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ด้วย
ลือเปิดเก้าอี้ปลัดกระทรวงเยียวยา“เอก”
หลังจากรัฐประหารในวันที่ 22 พ.ค.2557 อีก 2 วัน ได้รับคำสั่งจาก พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รักษาการผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ปฏิบัติหน้าที่รักษาการผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แทนที่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ที่ได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ ศูนย์ราชการพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และในปี2557 ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ทั้งนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ จะเหลืออายุราชการอีก 5 ปี ส่วน พล.ต.อ.เอก จะเกษียณอายุราชการในปีหน้า และเคยเป็นแคนดิเดตในตำแหน่ง ผบ.ตร.มาแล้วครั้งหนึ่ง กับ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง โดยมีข่าวว่าจะมีการเยียวยาโดยให้ย้ายไปเกษียณอายุราชการในตำแหน่งปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)
“จักรทิพย์”ปัดตอบสื่อหลังมติกตช.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันเดียวกันนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ได้เดินทางเข้าร่วมประชุมสนช.ในวาระพิจารณาเรื่องด่วนในการดำเนินกระบวนการถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 248 คน กรณีร่วมเสนอญัตติและลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว. โดยหลังการลงมติระหว่าง พล.ต.อ. จักรทิพย์ เตรียมเดินทางกลับสตช. ได้พบกับสื่อมวลชนจำนวนมากที่รอสัมภาษณ์
ผู้สื่อข่าวถามว่าทราบมติหรือยัง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ปฏิเสธให้ความเห็นและบอกเพียงสั้นๆว่า ไม่รู้ไม่ทราบ ยังไม่โปรดเกล้าฯ สงสัยตนมาผิดทางรถจอดอยู่ชั้นลอย ที่ชั้น 2 ทางเดินเข้าห้องประชุมสภา โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ มีสีหน้ายิ้มแย้มระหว่างพูดคุยกับสื่อ จากนั้นขอตัวพร้อมกับรีบวิ่งกลับขึ้นบันไดขึ้นไปชั้น 2 ของอาคารรัฐสภา
ตำรวจผู้น้อยฝากดูแลความเป็นอยู่
ขณะเดียวกันจากการสอบถามเจ้าหน้าที่ตำรวจถึง ผบ.ตร.คนใหม่ รายแรกเป็นตำรวจชั้นสัญญาบัตร เสนอให้ช่วยสนับสนุนในเรื่องของขวัญกำลังใจ โดยเฉพาะเรื่องคำสั่ง ตร.234/58 ว่าด้วยเรื่อง การพิจารณาเจ้าหน้าที่ตำรวจที่บกพร่องในการป้องกันและปราบปรามอบายมุข ซึ่งคำสั่งนี้ทำให้ตำรวจทั้งพื้นที่รับผิดชอบ และตำรวจนอกหน่วยต้องเข้าใจผิดกัน เพราะหากผู้ใดเป็นคนจับอีกฝ่ายก็ต้องได้รับความผิด ทั้งๆที่ทำงานอย่างหนักอยู่แล้ว
ส่วนอีกรายเป็นตำรวจชั้นประทวน ให้ความคิดเห็นว่า อยากได้ผบ.ตร.ที่เล็งเห็นความสำคัญของคดีที่เกี่ยวกับอาชญากรรมโดยตรง เช่น คดีลัก วิ่ง ชิง ปล้น ที่เกิดขึ้นแล้วทำให้ประชาชนเดือดร้อน แทนที่จะไปให้ความสำคัญกับคดีที่ไม่ใช่ปัญหาของประชาชนที่แท้จริง รวมทั้งอยากให้สนับสนุนในเรื่องเครื่องมือและงบประมาณในการทำงาน
รายสุดท้าย เป็นตำรวจชั้นประทวนอีกนาย ให้ความเห็นว่า อยากได้ ผบ.ตร. ที่เห็นถึงปากท้องของบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ให้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากอาชีพนี้ถึงแม้จะเลือกเข้ามารับใช้ชาติ แต่ครอบครัวต้องกิน ต้องอยู่ เนื่องจากยุคสมัยนี้ข้าวของแพง แต่สวัสดิการยังไม่ดีเท่าที่ควร
“สมยศ”แจงไม่ดูอาวุโส-เน้นเหมาะสม
ด้านพล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกล่าวว่าเหตุผลที่ตนเองเสนอชื่อพล.ต.อ.จักรทิพย์เพราะเห็นว่าพล.ต.อ.จักรทิพย์ เป็นผู้มีความสามารถและเหมาะสมที่สุดในขณะนี้ เนื่องจากสามารถปฏิบัติตามนโยบายของทางรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติและสนองนโยบายรัฐบาลได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเคยปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานสำคัญ อาทิ ผู้บังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษ 191ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และในสมัยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก็สามารถปฏิบัติหน้าที่ในคดีสำคัญที่ได้รับมอบหมายได้เป็นอย่างดี รวมถึงยังมีความรู้ ความสามารถทุกด้านทั้งเรื่องการสืบสวนสอบสวนการควบคุมกำลังพล
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในที่ประชุมครั้งนี้ได้นำเรื่องอาวุโส มาพิจารณาด้วยหรือไม่ เนื่องจาก พล.ต.อ.จักรทิพย์ เป็นผู้ที่อาวุโสน้อยที่สุด พล.ต.อ.สมยศกล่าวว่า เรื่องอาวุโสไม่มีการนำมาพิจารณาแต่พิจารณาเรื่องความเหมาะสมเป็นหลักและคณะกรรมการในที่ประชุมก็มีความเห็นตามมติที่มีออกมา
ผบ.ตร.เผยหารือนายกฯจนนาทีสุดท้าย
ทั้งนี้ก่อนการประชุม ก.ต.ช. ในช่วงเช้าตนได้หารือกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถึงบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งดังกล่าว ว่าแต่ละท่านมีความเหมาะสม อย่างไรบ้าง ซึ่งตนเองก็น้อมรับคำแนะนำมาปฏบัติตาม อย่างไรก็ตามตนเองมั่นใจว่าการที่พล.ต.อ.จักรทิพย์มีความอาวุธโสน้อยสุดจะไม่เป็นปัญหาต่อการบังคับบัญชานายตำรวจรุ่นพี่อย่างแน่นอน เนื่องจากที่ผ่านมาการทำงานก็จำเป็นต้องบังคับบัญชารุ่นพี่โดยตลอดและในภายหลังการประชุม ก.ต.ช. ตนก็ได้พบกับพล.ต.อ.จักรทิพย์ที่รัฐสภา ในการประชุมสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ซึ่งพล.ต.อ.จักรทิพย์ได้ยกมือไหว้ขอบคุณ แต่ไม่ได้คุยอะไรกัน
พล.ต.อ. สมยศ กล่าวเสริมว่า สิ่งที่อยากฝาก ฝากถึง พล.ต.อ. จักรทิพย์ ในฐานะ ผบ.ตร. คนใหม่คือขอให้ตั้งใจทำงานในตำแหน่งหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด ฝากดูแลประชาชน และเพื่อนข้าราชการตำรวจ รวมถึงสิ่งต่างๆ ที่ตนไม่สามารถดำเนินการเสร็จได้ทัน หรือในบางสิ่งที่พล.ต.อ.จักรทิพย์เห็นว่าเป็นเรื่องดีก็ให้ดำเนินการต่อ
นอกจากนี้การประชุม ก.ต.ช.ยังมีการพิจารณาการกำหนดตำแหน่ง พล.ต.ท. ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ตามคำสั่งเยียวยาศาลปกครองกลาง ซึ่งในที่ประชุมมีความเห็นว่ายังมีประเด็นที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องดำเนินการเพิ่มเติม โดยเฉพาะคำสั่งศาลปกครองบางกรณีที่ไม่ครบถ้วน ซึ่งจะต้องมีการหารือเรื่องดังกล่าวอีกครั้ง





