"ไพบูลย์"แจงวิธีการปฏิรูป ห้วงยืดเวลาต่อ 2 ปี ต้องเป็นไปตาม 4 มาตราว่าด้วยปฏิรูปของร่างรธน.-กม.ประกอบว่าด้วยปฏิรูป
นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ฐานะผู้นำเสนอญัตติ เรื่อง ขอเสนอประเด็นให้มีการปฏิรูปประเทศอีก 2 ปี ก่อนจัดการเลือกตั้ง ต่อสปช. กล่าวถึงกรณีที่นายบุญเลิศ คชายุทธเดช สปช. ต้องการให้ชี้แจงถึงวิธีการและประเด็นปฏิรูปในห้วง 2 ปีที่จะขอให้ยืดออกไปก่อนการเลือกตั้งว่า รายละเอียดของประเด็นปฏิรูปและกระบวนการที่จะดำเนินการจะเป็นไปตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญกำลังจัดทำในภาค4 ว่าด้วยการปฏิรูป ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญ 4 มาตรา ว่าด้วยการปฏิรูปด้านต่างๆ และเป็นไปตามรายละเอียดของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ ที่มีนพ.ชูชัย ศุภวงศ์ รองประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธานอนุ กมธ.ฯ อยู่ระหว่างการศึกษาและดำเนินการ เบื้องต้นทราบว่ามีเนื้อหากว่า 20 มาตรา และรายละเอียด 100 อนุ ซึ่งเอกสารทั้งหมดนั้น สมาชิกสปช. จะได้เห็นในวันเดียวกันกับที่สปช.มีประชุมเพื่อลงมติร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ ที่อาจจะเป็นวันที่ 6 ก.ย. หรือ วันที่ 7 ก.ย. นี้ ส่วนการวัดผลนั้น จะเกี่ยวกับการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่เกี่ยวกับกลไก กระบวนการการปฏิรูปตามที่กฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปและร่างรัฐธรรมนูญกำหนด
“ในคำเสนอญัตติที่ได้เสนอไปนั้น ไม่มีรายละเอียดนี้ เพราะผมต้องการให้สปช. ร่วมอภิปรายและแสดงความเห็น และจากการพูดคุยกับสปช. บางคน อาทิ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง สปช. ที่แม้ไม่ได้ร่วมลงชื่อเสนอญัตติดังกล่าว ยังมีความเห็นว่าหากจะให้ยืดวาระปฏิรูปภายใต้รัฐบาลชุดปัจจุบัน ต้องกำหนดวาระปฏิรูปไว้ด้วย อย่างน้อย 5 ประเด็น เช่น การปฏิรูปตำรวจ เป็นต้น ดังนั้นเมื่อญัตตินี้นำเข้าที่ประชุมสปช.แล้ว เชื่อว่าสมาชิกสปช. จะอภิปรายอย่างกว้างขวาง” นายไพบูลย์ กล่าว
นายไพบูลย์ ยังกล่าวถึงกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุถึงทิศทางการปฏิรูปที่จะส่งมอบงานต่อให้รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งโดยมีคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ และทำหน้าที่ปฏิรูป พร้อมกับมีสภาขับเคลื่อนฯ ที่ทำหน้าที่คู่กับการบริหารของรัฐบาลชุดใหม่ ว่า เป็นสิ่งที่นายกฯ คิดไว้ และเป็นไปตามโร้ดแม็พที่กำหนดไว้ แต่เหตุผลที่ตนเสนอญัตติให้ตั้งคำถามประชามติต่อวาระการปฏิรูปอีก 2 ปีก่อนจัดการเลือกตั้ง หรือให้รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ ทำหน้าที่ปฏิรูปต่อไปให้เสร็จนั้น เพื่อให้ประชาชนมีช่องทางและโอกาสได้แสดงความเห็นและความต้องการที่จะให้รัฐบาลชุดปัจจุบันดำเนินการแก้ปัญหาในทุกด้านๆ ให้บรรลุผล ดังนั้นตนในฐานะตัวแทนประชาชนจึงเสนอญัตติให้สปช. พิจารณา ส่วนจะได้รับการตอบรับหรือไม่อยู่ที่สปช. ตัดสินใจ
เมื่อถามว่าแนวทางที่ดำเนินการสวนทางกับสปช.กลุ่มของนายวันชัย สอนศิริ สปช. ที่ต้องการให้สปช. ลงมติไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ นายไพบูลย์ กล่าวว่า ตนกับนายวันชัย มีเป้าหมายเดียวกันคือการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง แต่แนวทางของนายวันชัย ที่เสนอให้โหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญนั้น เมื่อพิจารณาผลต่อจากนั้น คือจะต้องตั้งกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีเวลาให้ทำงานประมาณ 7 เดือน ซึ่งเวลาดังกล่าวนั้นไม่เพียงพอต่อการทำปฏิรูปให้แล้วเสร็จได้ จึงไม่คุ้มค่า เพราะจะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมทางการเมืองและอาจทำให้การปฏิรูปทำสำเร็จยาก ส่วนแนวทางของตนที่เสนอแนวทางให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจผ่านการลงประชามตินั้น หากเสียงข้างมากของประชาชนให้ผ่านจะทำให้เกิดการยอมรับจากสังคม ไม่เกิดความขัดแย้งและรัฐบาลมีความชอบธรรมในการอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อ ซึ่งรัฐบาลต้องดำเนินการโดยใช้อำนาจภายใต้ที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2558 กำหนดเพื่อผลักดันการปฏิรูปให้สำเร็จทุกๆ ด้านที่ร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 4 มาตราว่าด้วยการปฏิรูป และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปประเทศกำหนดไว้ด้วย





