นายกฯเผยรัฐบาลเดินหน้าเจาะบ่อบาดาลเสร็จแล้ว 415 บ่อ จากที่ตั้งเป้า 511 บ่อ ระบุมีประชาชนถึง 4 พันครัวเรือนได้รับประโยชน์
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการคืนความสุขให้กับคนในชาติ กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ว่าในขณะนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มีการเดินหน้าจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติมเพื่อช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ โดยตั้งเป้าหมายว่าจะทำการขุดเจาะบ่อบาดาลใหม่ จำนวน 511 บ่อ พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำเทอร์ไบน์ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ประสบภัยแล้ง ปัจจุบันดำเนินการเสร็จไปแล้ว จำนวน 415 บ่อ หรือร้อยละ 81 สามารถนำน้ำขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้ ประมาณ 200,000 ลูกบาศก์เมตร/วัน ส่วนการดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำไฟฟ้า แบบจุ่มใต้น้ำของบ่อสังเกตการณ์ที่กำหนดไว้ จำนวน 380 บ่อ ได้ดำเนินการแล้วเสร็จ 202 บ่อ หรือร้อยละ 53 ทำให้สามารถนำน้ำขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้ ประมาณ 30,300 ลูกบาศก์เมตร/วัน
รวมพื้นที่จะได้รับประโยชน์จากการขุดบ่อบาดาลนี้ จำนวน 60,000 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์ จำนวน 2,000 ครัวเรือน เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จตามเป้าหมาย ในเดือนกรกฎาคมนี้ คาดว่าจะสามารถสูบน้ำบาดาล มาใช้ได้ประมาณ 350,000 ลูกบาศก์เมตร/วัน จะมีพื้นที่ได้รับประโยชน์ จำนวน 100,000 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 4,000 ครัวเรือน จากนั้นเราก็คงต้องมีการวางแผนการใช้น้ำบาดาลในพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อให้เกิดความทั่วถึงต่อไปด้วย
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของพี่น้องประชาชนที่อาจจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้ง ตนได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมกัน ดำเนินการจัดโครงการธงฟ้าสู่ชุมชน นำสินค้าอุปโภค บริโภคที่ลดราคามากกว่าที่เคยเป็น นำไปจำหน่ายในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ให้มีการจัดรถธงฟ้าเคลื่อนที่นำสินค้าที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวันออกจำหน่าย ในราคาถูกกว่าท้องตลาดปกติ ร้อยละ 30 – 50นอกจากสองมาตรการข้างต้นที่กล่าวไปแล้วนั้น รัฐบาลยังคงเร่งดำเนินการในอีก 2 มาตรการหลัก คือ 1. การสร้างงานในพื้นที่ โดยใช้งบสำรองราชการ สำหรับการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่แต่ละจังหวัดมีอยู่แล้ว จังหวัดละ 10 ล้านบาท มอบให้กระทรวงมหาดไทยทำข้อตกลงกับกระทรวงการคลัง ในเรื่องของเงื่อนไขการใช้เงิน ให้สามารถนำมาจ้างงาน ซ่อมเครื่องไม้เครื่องมือ ซ่อมแซมระบบน้ำเดิมได้ด้วย
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า สำหรับรูปแบบของการบริหารจัดการ ผมเห็นว่าน่าจะสามารถดำเนินการได้ ในลักษณะ “การเหมางาน” น่าจะทั่วถึงมากกว่านะครับ โดยให้หมู่บ้าน ชุมชน มีการบริหารจัดการกันเอง กำหนดความต้องการ จ้างงาน ดำเนินการเอง รัฐบาลก็จะสนับสนุนงบประมาณให้ ทั้งโครงการ แทนการ “จ่ายเป็นรายหัว” เพราะว่าได้คนน้อย ก็อยากให้สร้างความรัก ความสามัคคีด้วย และตรงกับความต้องการที่แท้จริงของชาวบ้าน เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนด้วยนะครับ ในเรื่องที่ 2. การฟื้นฟูภาคการเกษตร ภายใต้ “ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเกษตรกร” (ศชก.)นะครับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเกษตรอำเภอทั้ง 273 อำเภอใน 22 จังหวัดลุ่มเจ้าพระยานะครับ เป็นการวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง จัดลำดับความสำคัญในการเข้าไปแก้ไขปัญหานะครับ ทั้งพื้นที่ปลูกข้าว พื้นที่พืชสวนอื่น ๆ
เช่น สวนกล้วยไม้ สวนผลไม้ ในพื้นที่ที่ชะลอ หรือยังไม่เริ่มทำการเพาะปลูก เพื่อให้มีข้อมูลที่ชัดเจนสำหรับการผลักดันการช่วยเหลือให้ถึงมือชาวไร่ ชาวนาทุกคน ที่ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ก็จะต้องนำ เทคโนโลยีการเกษตรเข้าไปแนะนำด้วย และในเรื่องของการส่งเสริมเกษตรกร ในเรื่องของการปรับพฤติกรรมทางการเกษตร เรื่องน้ำ ดิน การส่งเสริมอาชีพด้านประมง ปศุสัตว์ และการสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนในจังหวัด เพื่อแก้ไขปัญหา เช่น การหารือร่วมกับสหกรณ์ต่าง ๆ ในการที่จะขยายระยะเวลาการชำระหนี้ ให้แก่สมาชิกสหกรณ์ เป็นต้น ก็มีหลายเรื่องที่ต้องร่วมมือกัน ก็คงต้องแบ่งปันกันบ้าง





