ครม.เคาะลดการระบาย 4 เขื่อนอีก10ล้านลบ.ม.ยื้อให้ถึงกลางส.ค. จาก 28 ล้านลบ.ม.เหลือ18ล้านลบ.ม. ทยอยเริ่ม16ก.ค.นี้
ศูนย์แถลงข่าวตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล-พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายปีติพงษ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันแถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ที่มีมติสำคัญในการแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้กับประชาชนในพื้นที่ที่เกิดขึ้นในขณะนี้
พลเอกอนุพงษ์ กล่าวว่า ครม.มีการหารือเรื่องปริมาณน้ำในเขื่อนที่ลดน้อยเนื่องจากฝนไม่สมารถเพิ่มน้ำได้ และในขณะนี้ได้ปล่อยน้ำในเขื่อนลุ่มเจ้าพระยาเพื่อการเกษตร การอุปโภค-บริโภค แต่ด้วยขณะนี้น้ำลดลงมากประกอบกับพิจารณาปริมาณที่ฝนจะตกในเดือนสิงหาคม ทำให้ตั้งแต่วันนี้จนถึงกลางเดือนสิงหาคมจะต้องมีการบริหารอย่างไรให้น้ำอุปโภคฯและรักษาระบบนิเวศคือการผลักดันดันน้ำทะเลและการเกษตร
รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ดังนั้นที่ประชุมครม.จึงมีมติตามที่กรมชลประทานเสนอโดยการลดปริมาณการปล่อยน้ำ ใน 4 เขื่อนหลักในลุ่มเจ้าพระยา คือเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อย และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ฯ ซึ่งเดิม4เขื่อนปล่อยน้ำรวมกัน 28ล้านลบ.ม.ต่อวัน ก็จะต้องลดลงเหลือ 18 ล้านลบ.ม.ต่อวัน โดยจะเริ่มลดตั้งแต่วันที่ 16ก.ค.เป็นต้นไป ซึ่งจะไม่ได้ลดพรวดเดียวแต่จะค่อยๆลดลง ซึ่งจะเป็นการปล่อยน้ำให้ถึงปลายน้ำ โดยจะไม่สามารถทำการเกษตรได้เลยในการระบายช่วงดังกล่าว
“จึงขอเรียนสื่อมวลชนช่วยประชาสัมพันธ์ด้วยว่าไม่สามารถปล่อยน้ำช่วยการเกษตรได้เลย ถึงจะให้ก็ไม่เพียงพอ เพราะตอนนี้รัฐบาลต้องดูแลน้ำอุปโภคและบริโภคเท่านั้น และขอร้องว่าท่านสูบน้ำไม่ได้ ยังไงก็สูบไม่ได้เพราะน้ำไม่พอ เพราะอาจจะมีวิกฤติช่วงปลายก.ค.ได้”พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว
รมว.มหาดไทย กล่าวอีกว่า สำหรับแผนระยะยาว รัฐบาลมีแผนบริหารจัดการระยะยาวอยู่แล้วและในภาพรวมก็ทำอยู่แล้ว แต่มันเป็นแผนระยะยาวมาก เช่น การดึงน้ำจากแม่แม่น้ำโขง ที่ต้องมีข้อตกลงระหว่างประเทศยืดยาว แต่ละโครงการมีมูลค่าสูงมากเป็นหมื่นล้านบาทหรือล้านล้านบาท และต้องมาคุยกันว่าทำได้หรือไม่ แต่ขณะนี่้ขอดูปัจจุบันเฉพาะน้ำดื่มอุปโภคฯก่อน และขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก แม้ว่าจะอยู่ภาวะเอลนิโญ่ที่รุนแรงมาก แต่ช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายนจะมีฝน แต่ก็ต้องมาดูว่าฝนถ้าตกเหนือเขื่อนก็เบาใจ ถ้าตกใต้เขื่อนก็หนักใจเพราะเม.ย.ปีหน้าจะอยู่อย่างไร
“เรื่องการประหยัดน้ำ คนไทยต้องตระหนักและคนกทม.ก็ต้องใช้น้ำอย่างระวัง ทั้งการอุปโภคและบริโภค ทุกคนต้องประหยัดหมดทั้งคนที่มีประปาหมู่บ้าน ประปานครหลวงหรือ บางจุดประปาใช้ระบบชลประทาน เพราะในต่างประเทศที่ออสเตรเลียเคยแล้งยาวนาน 5-7 ปี ขนาดการล้างรถยังผิดกฎหมาย แต่ของเราก็ไม่อยากให้ตื่นตระหนกแบบนั้น”พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว
รมว.มหาดไทย กล่าวยืนยันว่า การประปานครหลวง(กปน.)จะให้บริการน้ำกับเขตนครหลวงจนถึงเดือนสิงหาคม ส่วนการประปาส่วนภูมิภาค(กปภ.)บางพื้นที่อาจจะมีปัญหาบ้างเล็กน้อยก็ต้องหาแหล่งน้ำอื่่นมาเสริม แต่โดยรวมถือว่ามีปัญหาน้อยไม่มีผลกระทบมาก ส่วนประปาหมู่บ้านกระทรวงมหาดไทยดูแลอยู่แล้วและส่วนที่ไม่มีประปาหมู่บ้านหรือเป็นพื้นที่แล้งซ้ำซากก็จะมีการดูแลบางส่วน ในการนำน้ำไปส่งให้เหมือนทุกปี
“ส่วนปัญหาการกักตุนน้ำ จะมีการดูแลเช่นกัน แต่ทั้งนี้ในประปาบางพื้นหรือประปา 9 สาขา ที่จะต้องปล่อยน้ำเป็นบางเวลา และอีกส่วนจะปล่อยน้ำเบาลง และยืนยันว่าจะอยู่ได้ถึงสิงหาคมโดยที่ ไม่จำเป็นต้องซื้อถัง และขอให้ช่วยกันประหยัด อย่าใช้น้ำฟุ่มเฟือยนักขอ ให้ใช้ที่เท่าจำเป็น รวมทั้งเรื่องการดูแลการขึ้นราคาน้ำดื่มผมก็เห็นด้วย ก็อยากให้อยู่แบบพึ่งพาอาศัยกัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อย่าเอาเปรียบกันเพราะไม่เกิดมงคลกับชีวิต”รมว.มหาดไทย กล่าวเเละว่า ส่วนภาคอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำจำนวนมากก็ไ่ม่ไ้ด้มีการดูแลอะไร เพราะภาคอุตสาหกรรมน้ำเป็นระบบสำรองเขาก็อยู่ได้ แต่เขาต้องดูแลตัวเอง และต้องอยู่ด้วยแหล่งน้ำของตัวเอง
รมว.มหาดไทย กล่าวอีกว่า ประเด็นสำคัญคือรัฐบาลจะต้องดูแลให้ความสำคัญกับน้ำอุปโภคบริโภคให้อยู่ได้ถึงกลางเดือนสิงหาคมนี้ก่อน ฉะนั้นการเกษตรในลุ่มเจ้าพระยาจะไม่สามารถส่งน้ำให้ได้ ต้องขอความร่วมมือไปยังผู้ว่าราชการทุกจังหวัด ให้ร่วมมือกับฝ่ายทหาร ตำรวจและส่วนอื่นๆช่วยชี้แจงประชาชนว่าจะต้องไม่นำน้ำในระบบชลประทานไปใช้ในการเกษตรเพื่อให้น้ำเป็นน้ำอุปโภคฯได้ ก็ต้องขอความร่วมมือ เพราะคณะกรรมการฯคาดว่ากลางเดือนนี้จะมีฝนและทิ้งช่วงในปลายเดือนก.ค. และจะมีฝนอีกครั้งในช่วงต้นและกลางเดือนสิงหาคมที่เป็นช่วงวิกฤติของลุ่มน้ำ
“นายกรัฐมนตรีจึงสั่งการให้มีมาตรการเตรียมการช่วยประชาชน เกษตรกร ได้ให้ โดยผู้ว่าฯและฝ่ายทหารต้องเดินสำรวจ่ว่าพื้นที่ใดเป็นพื้นที่นา ไร่ ประมง สภาพเป็นอย่างไร และมีการประเมินไว้อย่างไรและน้ำที่เราปล่อยเมื่อถึงสิงหาคมจะเป็นอย่างไร ต้องดูผลกระทบของการปล่อยน้ำและฝนว่าจะเป็นอย่างไรด้วย”พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว
ด้านนายปีติพงษ์ กล่าวถึงการลดการระบายน้ำว่าเรื่องแรกที่ให้ความสำคัญมากที่สุดคือเรื่องสิ่งแวดล้อมเพราะไม่ปล่อยน้ำก็ไม่ได้ ถ้าไม่ปล่อยเทือกสวนไร่นาที่ใกล้ปากอ่าวที่มีมูลค่าสูงจะเสียหมดและน้ำที่กทม.ใช้อยู่ ส่วนใหญ่จะมาจากแม่น้ำเจ้าพระยา ถ้าปล่อยให้แม่น้ำเจ้าพระยาเกิดความเค็มเกินขนาดจะมีปัญหาเรื่องการใช้น้ำอุปโภคบริโภคในกทม. และในส่วนของปริมณฑลเนื่องจากน้ำมีน้อยมาก ส่วนที่มีความขัดข้องก็ได้ดูแลใกล้ชิดมากขึ้น ก็คาดว่าจะเกิดขึ้นบ้างแต่น้อยมาก และการบริหารจัดการน้ำครั้งนี้เป็นการบริหารในเวลาที่วิกฤติ ฉะนั้นการวางการบริหารจัดการน้ำต้องคิดถึงสภาพน้ำที่มีและฝนที่จะตก เพราะตอนนี้เกิดจากสมมติฐานว่าฝนจะตกตอนเดือนสิงหาคม ถ้าเหตุการณ์ไม่ดีกว่านี้ก็ต้องหามาตรการต่อไปว่าเราไม่สามารถควบคุมดินฟ้าอากาศได้




