วิกฤติตะวันออกกลางไม่ใช่แค่'ไอเอส'

วิกฤติตะวันออกกลางไม่ใช่แค่'ไอเอส'

(รายงาน) จากอาหรับสปริง สู่อาหรับวินเทอร์ วิกฤติตะวันออกกลางไม่ใช่แค่"ไอเอส"

ต้องยอมรับว่าวิกฤติตะวันออกกลางในการรับรู้ของสังคมไทยในปัจจุบันนี้ค่อนข้างอยู่ในวงจำกัด ส่วนใหญ่เราจะได้ทราบข่าวคราวความเคลื่อนไหวผ่านสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศ ซึ่งเป็นการรายงานแบบหลวมๆ เฉพาะส่วน เฉพาะเหตุการณ์เท่านั้น ทั้งที่วิกฤติตะวันออกกลางส่งผลกระทบไปทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย


ดังนั้นการมองเหตุการณ์ให้รอบด้านจะช่วยให้ไทยกำหนดยุทธศาสตร์ต่อภูมิภาคตะวันออกกลางได้ถูกทิศทาง
ในการเสวนาทางวิชาการในโอกาสครบรอบ 30 ปีสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวข้อ "วิกฤติและการเปลี่ยนแปลงในตะวันออกกลางกับเศรษฐกิจโลก" โดย ศูนย์มุสลิมศึกษา เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งมีการพูดถึง "สหรัฐอเมริกา อิหร่าน และซาอุดีอาระเบีย : ก้าวอย่างไรจึงจะแก้วิกฤติตะวันออกกลาง" โดย นายวัชระ แววดำ ที่ปรึกษามูลนิธิส่งเสริมการศึกษาอิสลามและการพัฒนา


วัชระ เป็นนักลงทุนตัวยงที่ประกอบธุรกิจอยู่ในคูเวต รวมทั้งอีกหลายประเทศในตะวันออกกลาง มุมมองของเขาจึงเป็นมุมมองและการวิเคราะห์ที่ไม่อาจมองข้ามได้


วัชระ บอกว่า ปัญหาตะวันออกกลางต้องวิเคราะห์กันตั้งแต่ช่วงแรกที่เกิดเหตุการณ์ "อาหรับสปริง" ซึ่งส่วนตัวเคยวิเคราะห์ไว้นานแล้วว่าจะกลายเป็น "อาหรับวินเทอร์" (Arab Winter : ความรุนแรงผันผวนทางการเมืองในโลกอาหรับ) ยกเว้นประเทศเดียว คือ ตูนิเซีย ซึ่งเป็นต้นกำเนิดอาหรับสปริงแล้วจบลงด้วยความสวยสดงดงาม แต่ตูนิเซียแตกต่างจากอาหรับประเทศอื่นทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวิธีคิดของคน


เขาบอกว่า หากมองดีๆ จะเห็นว่าสาเหตุที่อาหรับสปริงตั้งแต่ปี ค.ศ.2011 ไม่มีทางประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงในหลายๆ ประเทศ เพราะไม่ได้ตอบโจทย์ 3 ข้อ (3 อี) ที่จะนำไปสู่ความยั่งยืน คือ
1.อาหรับสปริงไม่ได้ตอบโจทย์การมีส่วนร่วมของประชาชน (Engagement) 2.ไม่ได้นำไปสู่การศึกษา (Education) และ 3.ไม่ได้นำไปสู่การเปิดโอกาสหรือให้อำนาจแก่ประชาชนอย่างแท้จริง หรือ Empowerment ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่คนนอกตั้งคำถามกับมุสลิมมาตลอด โดยเฉพาะสิทธิสตรี
ทั้งหมดนี้คือสาเหตุที่นำมาซึ่งความล่มสลายของอาหรับสปริงในซีเรีย ลิเบีย แต่ตูนิเซียสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ จนกระทั่งนำไปสู่การตั้งรัฐบาลร่วมได้ จากการล่มสลายของอาหรับสปริงนี่เองที่นำไปสู่การตอกลิ่มปัญหาในตะวันออกกลาง


วัชระ บอกอีกว่า ปัญหาความวุ่นวายในตะวันออกกลางช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา หลายคนมองว่ามาจากสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะหลังจากที่ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ชนะเลือกตั้ง และต้องการถอนทหารออกจากอิรัก ลดบทบาทการแทรกแซง ซึ่งประเด็นนี้สำคัญมากที่จะต้องพูดกับพี่น้องมุสลิม คือ ประชาคมมุสลิมทั้งโลกก็ว่าได้ที่มองสหรัฐอเมริกาว่าเข้าไปในพื้นที่ตะวันออกกลางเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ ซึ่งจริงๆ แล้วทุกชาติมหาอำนาจเข้าไปกอบโกยผลประโยชน์ ไม่ได้มีเฉพาะสหรัฐ


ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือประเทศอิรัก มีการโค่นล้มรัฐบาล ซัดดัม ฮุสเซน ทุกคนมองว่าสหรัฐต้องการครอบครองแหล่งน้ำมันในอิรัก แต่ข้อมูลที่ชัดเจนเชิงประจักษ์หลังจากมีการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในอิรักแล้ว ปรากฏว่าเมื่อรัฐบาลใหม่เปิดให้ประมูลสัมปทาน 4 แปลง บริษัทที่ได้สัมปทานมากที่สุด คือ บริษัทที่มาจากประเทศมุสลิม นอกนั้นเป็นจีน กับรัสเซีย


"มายาคติที่เกิดขึ้นทำให้เกิดการต่อต้านขยายวง จากเหตุนี้จึงทำให้มีแนวความคิดกันแล้วว่าสหรัฐต้องกลับเข้าไป เพราะทันทีที่ถอนตัวออกมาก็เกิดปัญหาระหว่างอิหร่านกับซาอุดีอาระเบียขึ้นมา"


และอีกข้อมูลหนึ่งที่ชัดเจนคือหากเปรียบสหรัฐเป็นนักลงทุนในตะวันออกกลาง ก็เป็นนักลงทุนที่ล้มเหลว เพราะถ้าเทียบกับความเสียหายที่เกิดขึ้น เช่น พลเมืองสหรัฐที่เสียชีวิต กับผลตอบแทนที่ได้รับ ก็จะพบว่าขาดทุน เหตุนี้จึงมีการถอนตัวออกมา แล้วหันมาลงทุนกับเอเชียแทน


เขาบอกอีกว่า เหตุผลที่สหรัฐต้องเข้าไปยุ่งในตะวันออกกลางนั้นมีแค่ 2 เหตุผล คือ 1.ต้องคุ้มครองอิสราเอล ในฐานะที่เป็นประเทศประชาธิปไตยประเทศเดียวในตะวันออกกลาง และเป็นพันธมิตรที่แนบแน่นที่สุด 2.แหล่งทรัพยากรน้ำมันที่ต้องการให้เส้นทางขนส่งไหลอย่างคล่องตัวออกไปสู่ตลาดโลกเพื่อหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจโลก ซึ่งปัจจุบันนี้ปัจจัยทั้งสองประการได้ลดบทบาทลงไปมากแล้ว


วันนี้โอเปคผลิตน้ำมันได้ 1 ใน 3 เท่านั้น ประเทศนอกโอเปค เช่น บราซิล จีน รัสเซีย แม็กซิโก โดยเฉพาะสหรัฐ ภายหลังค้นพบเทคโนโลยีใหม่ในการนำก๊าซจากชั้นหินดินดานมาผลิตน้ำมันได้ ทำให้สหรัฐมีเสถียรภาพทางพลังงาน แล้วจะไปลงทุนในสิ่งที่ไม่คุ้มค่าทำไม


ขณะที่สหรัฐเริ่มถอนกำลังออกจากอิรักก็เกิดสุญญากาศทางอำนาจทันที อิรักเป็นสนามรบระหว่างซาอุดีอาระเบียกับอิหร่านโดยผ่าน "สงครามตัวแทน"


นี่เป็นที่มาของจุดเริ่มต้น "ไอซิส" หรือไอเอส แต่จริงๆ แล้วปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นเพียง "ยอดภูเขาน้ำแข็ง" เท่านั้น วันหนึ่งไอเอสก็จะเหมือนอัลกออิดะห์ที่ร่วงโรยไป แล้วก็จะมีกลุ่มองค์กรอื่นขึ้นมาแทน!
เขาเชื่อว่าเหตุสำคัญที่ทำให้มีกลุ่มใหม่ๆ เกิดขึ้นมาแทนนั้นมาจาก 2 สาเหตุ คือ 1.คนที่ไม่ใช่มุสลิมไม่เข้าใจมุสลิม และ 2.คนที่เป็นมุสลิมไม่เข้าใจอิสลามอย่างถ่องแท้


"ไอซิสที่มีถึงวันนี้ได้ หากดูตั้งแต่โมซูลแตก (นครทางภาคเหนือของอิรัก) แล้ว อาบู บัคดาดี ขึ้นเทศน์ ผมว่าเป็นการแสดงละคร เพราะเขาเห็นถึงจุดอ่อนของมุสลิมที่ไม่เข้าใจมุสลิมอย่างถ่องแท้ คือวันนี้จริงๆ แล้วสองนิกายมีความแตกต่างกันน้อยมาก วันนี้ไปถกเถียงเรื่องประวัติศาสตร์ 1,300 ปีที่ทุกคนพูดเหมือนเคยเห็น"
คำถามนี้เกิดขึ้นกับคนที่เป็นมุสลิมและคนที่ไม่ได้เป็นมุสลิมว่า ถ้ารักสันติแล้วทำไมถึงเกิดเรื่องขึ้นกับคนมุสลิมด้วยกัน แค่คิดไม่ตรงในรายละเอียดปลีกย่อยแล้วต้องถึงกับฆ่ากันเลยหรือ ถ้าวิธีคิดแบบนี้ไม่สามารถอธิบายได้ ปัญหาจะเกิดขึ้นมากมายหลายประการ


เขาบอกอีกด้วยว่า สหรัฐเองก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา แต่ก็ต้องมองว่าแล้วสหรัฐจะแก้ปัญหาอย่างไร ส่วนตัวมองว่าสหรัฐมองไปที่ "ซีเรีย" พยายามเอาโมเดลในบอสเนียมา โดยทำให้รู้สึกว่าแต่ละกลุ่มที่ขัดแย้งกันต่อสู้กันต่อไปก็ไม่มีวันชนะ จึงนำมาสู่การนั่งเจรจา


"สหรัฐจะส่งทหารเข้าไปหรือไม่ เพราะถ้าส่งเข้าไปก็จะต้องรบกับไอซิสและอัสซาด (บาชาร์ อัล-อัสซาด ประธานาธิบดีซีเรีย) ด้วย กลายเป็นเปิดศึกสองด้าน หากรบไอซิส อัสซาดก็เข้มแข็ง และหากทำได้จริงจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดสุญญากาศเหมือนอิรัก"


เขาย้ำว่า โจทย์ข้อนี้ใหญ่มาก เพราะไม่ต่างจากการเปลี่ยนแผนที่ในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ซีเรียกับลิเบียเปรียบเหมือน "แพนโดรา บ็อกซ์" (หีบแพนโดรา) เปิดออกมาเมื่อไรวุ่นวายเมื่อนั้น


"ทุกวันนี้โจทย์เหล่านี้ยังไม่มีคำตอบ แต่ก็พอจะมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์อยู่บ้าง เพราะไอซิสที่ทุกคนตื่นเต้นกันนั้น ในตะวันออกกลางกลับจ้องมองไปที่การเจรจานิวเคลียร์ของอิหร่าน หลายฝ่ายเชื่อว่าตลอดระยะเวลา 10 ปีแห่งความขัดแย้ง ไม่เคยมีช่วงไหนสุกงอมเท่าช่วงนี้ สหรัฐขณะนี้รู้อยู่แล้วว่าหมากที่เดินมีจำกัด วันนี้ซาอุดีอาระเบียก็มีความสัมพันธ์ไม่ค่อยดีกับสหรัฐ นับตั้งแต่สหรัฐไม่เห็นด้วยกับกรณีของรัฐประหารอียิปต์ และกรณีอาวุธเคมีในซีเรีย ทำให้ซาอุฯไม่ไว้วางใจสหรัฐ และหากอิหร่านเจรจากับสหรัฐได้ ก็จะส่งผลกระทบมากขึ้นไปอีก"


"ตอนนี้ซีเรียเข้มแข็งได้ด้วยปัจจัย 3 ประการ คือ อาวุธจากรัสเซีย เงินทุนจากอิหร่าน และกองกำลังจากฮิซบุลลอฮ์ ถ้าอิหร่านชะลอการสนับสนุนจะทำให้ความเข้มแข็งของซีเรียลดลง และที่สำคัญหากเรานำเรื่องนิกายเข้ามาจับแล้วก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาใดๆ ในพื้นที่ได้เลย"


"ปัจจัยที่ทำให้บรรยากาศการเจรจานิวเคลียร์เอื้ออำนวยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะราคาน้ำมันลด ส่งผลกระทบต่อกองทุนความมั่งคั่งที่จะต้องอัดเม็ดเงินไปสนับสนุนกิจการนอกประเทศ เช่น ซีเรีย ซึ่งเปรียบเสมือนเวียดนามของอิหร่าน"


เขาบอกด้วยว่า ไอซิสเข้มแข็งได้ทุกวันนี้เพราะอะไร ต้องไปถามหน่วยสืบราชการลับซาอุดีอาระเบีย นี่คือสาเหตุที่เราไม่เห็นบทบาทของซาอุดีอาระเบียในการแก้ปัญหา ซึ่งผูกโยงไปถึงระบบการปกครองแบบเฉพาะตัว การเปลี่ยนผ่านของกษัตริย์เมื่อไม่นานมานี้ และการปฏิรูปภายในของซาอุดีอาระเบียด้วย และปัญหาในซาอุดีอาระเบียจะส่งผลกระทบถึงหลังบ้าน คือ เยเมน และโอมาน


โดยเฉพาะโอมานซึ่งกำลังเกิดสุญญากาศทางอำนาจ สุลต่านกอบูส บิน ซะอีด ป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ ไม่มีทายาทสืบราชบัลลังก์ เพราะพื้นที่เหล่านี้เป็นฐานกำลังของอัลกออิดะห์เช่นกัน ซึ่งอาจถูกแทรกแซงได้ ด้วยหมากเดินของซาอุดีอาระเบียไม่ทันการณ์ ปฏิรูปภายในช้าเกินไป สหรัฐจึงหันไปหาอิหร่าน


ส่วนสาเหตุที่อิหร่านเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการคลี่คลายวิกฤติตะวันออกกลางนั้น อาจเป็นเพราะสังคมอิหร่านต้องการใช้อาวุธทางเศรษฐกิจ เขาอยากเป็นเยอรมนีที่เป็นมหาอำนาจได้แม้แพ้สงคราม


นี่เป็นมุมมองจากผู้ที่คลุกคลีอยู่ในพื้นที่ตะวันออกกลางมานานถึง แต่อย่างไรก็ยังเป็นสถานการณ์ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะโลกยุคไร้พรมแดนทุกวันนี้ ปัญหาจากภูมิภาคหนึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่อื่นๆ ได้อย่างคาดไม่ถึง