วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ปรีดิยาธร'มั่นใจเศรษฐกิจปีนี้โต4%

"ปรีดิยาธร" มั่นใจเศรษฐกิจปีนี้โต4% เผย “ราคาน้ำมัน-ลงทุนเอกชน” ปัจจัยใหม่หนุนการเติบโต

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีและที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ในรายการ “คม ชัด ลึก” ว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้มั่นใจว่าจะเติบโตได้ 4% แน่นอน เพราะการใช้จ่ายภาคเอกชนมีสัญญาณที่ดีขึ้นชัดเจน และการลงทุนภาคเอกชนในปีนี้เดินหน้าแน่นอน ขณะที่รัฐบาลเองจะช่วยกระตุ้นผ่านการลงทุน ซึ่งปัจจุบันเรามีแผนการลงทุนเป็นรายเดือน

“เรามีแผนการลงทุนเป็นรายเดือนไม่ว่าจะเป็นการสร้างถนน หรือรถไฟรางคู่ปีนี้เราก็วางแผนว่าจะลงเสาเข็มไม่น้อยกว่า 700 กิโลเมตร หรือการซ่อมสร้างโรงเรียน 8 พันกว่าแห่ง สถานีพยาบาลอีก 2-3 พันแห่ง ก็ยังเดินหน้า พอเราเร่งการลงทุน ภาคเอกชนเขาก็ลงทุนจริง และเราก็กำลังเร่งออกใบอนุญาตในการตั้งโรงงานให้เขาด้วย คิดว่าปีนี้เราโตได้ 4% แน่นอน” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว

สำหรับคนที่มองว่าเศรษฐกิจไทยไม่ดีนั้น ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า เป็นเพราะเขามองตัวเลขไม่ดี แต่ถ้าดูตัวเลขจริง คือ ช่วงครึ่งปีแรกของปีที่แล้ว เศรษฐกิจไทยติดลบ และเริ่มมาเป็นบวกช่วงไตรมาส 3 โดยเติบโต 0.6% ขณะที่ไตรมาส 4 คาดว่าจะเติบโตอย่างน้อย 2-2.5% ซึ่งเป็นการเติบโตที่ดีขึ้นชัดเจน เพียงแต่คนอาจไม่พอใจ เพราะในอดีตเราเคยเติบโตได้ถึง 4% ดังนั้นทุกคนจึงอยากให้มันโตได้ 4% ภายในข้ามคืน

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวด้วยว่า ตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีขึ้นชัดเจน แต่คนยังไม่ค่อยพูดถึงกัน คือ ราคาน้ำมันที่ลดลง ทำให้มีการใช้สอยเพิ่มขึ้น โดยราคาน้ำมันเริ่มลงมาตั้งแต่เดือนพ.ย.2557 หลังจากนั้นปรากฏว่ายอดจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม(แวต) ของประเทศไทยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนว่าคนเริ่มใช้เงิน โดยราคาน้ำมันที่ลดลง ทำให้คนมีเงินเหลือใช้เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ตั้งแต่มีการจัดตั้งรัฐบาล เราก็เร่งดูแลเรื่องการลงทุน ซึ่งการเปิดโรงงานในอดีต โดยเฉพาะการขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) ยังค้างท่ออยู่จำนวนมาก แต่หลังจากที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามา เราก็ปรับกฎเกณฑ์ เร่งรัดการทำงาน ทำให้ช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา หรือตั้งแต่ปลายเดือนพ.ค.ถึงธ.ค.2557 มีการอนุมัติไปแล้ว 3,800 โรงงาน เป็นยอดอนุมัติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

“ในจำนวน 3,800 โรงงานที่เราอนุมัติไป เรากำหนดว่าต้องเปิดดำเนินการภายใน 180 วัน ปรากฏว่า 7 เดือนที่แล้วมีโรงงานใหม่เปิดมาแล้ว 1,600 โรงงาน ซึ่งยังเหลือที่จะมาเปิดในปีนี้อีกจำนวนมาก และในจำนวน 1,600 โรงงานที่เปิดใหม่ ทำให้เกิดการจ้างงาน 7-8 หมื่นคน ซึ่งถ้าเปิดครบทั้ง 3,800 โรงงาน เชื่อว่าการจ้างงานจะมีรวมประมาณ 1.3-1.4 แสนคน หากคิดเป็นเม็ดเงินลงทุนก็ตกประมาณ 2 แสนล้านบาท” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวด้วยว่า ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 4 ที่กำลังออกมา จะเริ่มเห็นการลงทุนของภาคเอกชนที่ชัดเจนขึ้น และเชื่อว่าจะยิ่งเห็นชัดมากขึ้นในไตรมาสแรกของปีนี้ เพราะมีโรงงานที่เตรียมเปิดอีกจำนวนมาก ประกอบกับราคาน้ำมันที่ลดลง ก็ยิ่งเป็นตัวหนุนเศรษฐกิจ ดังนั้นทั้ง 2 ปัจจัยนี้ จึงถือเป็นตัวสนับสนุนใหม่ของเศรษฐกิจไทย

สำหรับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับสูงนั้น ถือเป็นปัญหาที่มีมาก่อนหน้าแล้ว โดยระดับหนี้ครัวเรือนเริ่มสูงขึ้นตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่มากขึ้น หลังจากนั้นเรารณรงค์ในเรื่องนี้มาตลอด ทางนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ก็เดินสายหารือกับธนาคารพาณิชย์ ก็ทำให้ปัญหายอดหนี้ครัวเรือนเริ่มชะลอลงอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตามยอมรับว่า ยังมีปัญหาเรื่องราคายางพาราที่รัฐบาลไม่สามารถดึงขึ้นมาอยู่ที่ 80 บาทต่อกิโลกรัมได้ แต่อย่างน้อยก็สามารถดึงให้ราคายางขึ้นมาสูงกว่าต้นทุนการผลิต อีกทั้งรัฐบาลเองก็มีมาตรการช่วยเหลือ ด้วยการจ่ายตรงให้ชาวสวนยางไร่ละ 1 พันบาท หรือตกประมาณกิโลกรัมละ 4.5 บาท

“ผมเองก็อยากดันให้ถึง 80 บาท แต่ไม่รู้จะทำในรูปไหน ในเมื่อตลาดโลกได้แค่นี้ เราก็ช่วยเต็มที่แล้ว เอาเงินจ่ายตรงด้วยแล้ว คนในรัฐบาลเองบางคนฝันลมๆ แล้งๆ แล้วพูดไป พอพูดไปก็ผูกมัดตัวเองกลายเป็นปัญหาขึ้นมา เราต้องพูดตามข้อเท็จจริง เผชิญกับข้อเท็จจริง แล้วอธิบายให้คนเข้าใจ” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว