สศช.จัดทำข้อเสนอการปฏิรูปประเทศไทย เสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
1. การปฏิรูปการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาค
ด้านการคลัง
- พัฒนากลไกและระบบให้ความช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและการคุ้มครองความเสี่ยงที่ไม่บิดเบือนกลไกตลาด และไม่ส่งผลให้การจัดสรรและการใช้ทรัพยากรขาดประสิทธิภาพ
- เร่งประกาศให้ร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลังของรัฐ เพื่อให้เป็นกรอบในการบริหารการเงินการคลังภาครัฐ ซึ่งจะกำหนดแนวทางในการจัดหารายได้ การใช้จ่ายงบประมาณ การบริหารการเงินการคลังภาครัฐ ซึ่งจะกำหนดแนวทางในการหารายได้ การใช้จ่ายงบประมาณ การบริหารจัดการทรัพย์สินและการก่อหนี้ภาครัฐ
- เร่งดำเนินการปฏิรูปภาษีทั้งระบบ โดยทบทวนความเหมาะสมของอัตราการจัดเก็บภาษีและค่าลดหย่อนในปัจจุบัน หรือพิจารณาภาษีประเภทใหม่ เพื่อให้ตอบสนองเป้าหมายของการเก็บภาษี ทั้งด้านแหล่งรายได้ของรัฐ การลดความเหลื่อมล้ำและการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีอากร
ด้านการเงิน
- ให้น้ำหนักกับการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนและมาตรการการดูแลเงินทุนเคลื่อนย้ายมากขึ้น เมื่อจำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางการเงินหลายอย่างมาสนับสนุนซึ่งกันและกัน และพิจารณาปรับเป้าหมายนโยบายทางการเงินในอนาคตให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น รวมทั้งปรับปรุงระบบและลักษณะการสื่อสารการดำเนินนโยบายการเงินกับสาธารณะบนหลักการของความโปร่งใสและความคงเส้นคงวาของการตัดสินใจเชิงนโยบาย
- ปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในระบบการเงินที่สำคัญ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพเทคโนโลยีสารสนเทศ การปรับปรุงระบบข้อมูลสินเชื่อ พัฒนาระบบข้อมูลร่วม (Data Pooling)
- เปิดให้มีการแข่งขันในภาคการเงินให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้บริการ โดยต้องเตรียมความพร้อมที่เหมาะสม
- ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ที่ให้การคุ้มครองผู้กู้และผู้ให้กู้อย่างเป็นธรรม
- เร่งรัดการจัดทำแผนพัฒนาสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ระยะที่ 2 และปรับปรุงกฎหมายจัดตั้งสถาบันการเงินเฉพาะกิจแต่ละแห่ง
- เร่งรัดการจัดทำแผนพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน เพื่อสนับสนุนการให้บริการทางการเงินในระดับรากหญ้าและประชาชนอย่างทั่วถึง โดยเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ด้านการออมและการสร้างองค์ความรู้ทางการเงินที่เหมาะสม
2. การปฏิรูปเพื่อพัฒนาความเข้มแข็งของภาคการผลิตและภาคบริการ ได้แก่การปฏิรูปภาคอุตสาหกรรม กลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) การท่องเที่ยว และการพัฒนาแรงงาน การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม
-การพัฒนาอุตสาหกรรม ได้แก่ 1.การปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ และสิทธิประโยชน์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน อาทิ พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 พระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ.2511 พระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ.2527 ให้มีความทันสมัยและเป็นมาตรฐานสากล และเอื้อต่อการผลิตของภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งการผลักดันให้มีการประกาศใช้กฎหมายใหม่ เพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตามแนวทางการพัฒนาเมืองนิเวศ อาทิ พระราชบัญญัติมาตรการการคลังเพื่อสิ่งแวดล้อม และร่างอนุบัญญัติว่า ด้วยภาษีการปล่อยกากของเสีย 2. กระตุ้นการดำเนินการของคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) 3.ขับเคลื่อนการพัฒนาตามยุทธศาสตร์พัฒนาหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) โดยบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และทบทวนขอบเขตให้ครอบคลุมถึงสาขาบริการ และ 4.จัดทำระบบข้อมูลการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษอุตสาหกรรมและสารเคมีอันตราย และควรพิจารณาแนวทางจัดตั้งและบริหารกองทุน เพื่อการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและจัดตั้งกลไกประกันภัยด้านมูลพิษ 5.เร่งจัดทำยุทธศาสตร์และแผนที่นำทางการพัฒนาอ้อยโรงงานและน้ำตาล 12 ปี (พ.ศ.2558-2569)
- ด้านการพัฒนาศักยภาพของ SMEs
1.ปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ และสิทธิประโยชน์ เพื่อสนับสนุนธุรกิจสีเขียวของ SMEs ให้เกิดอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีมาตรการส่งเสริมทั้งด้านภาษีและมิใช่ภาษี และการปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ และสิทธิประโยชน์ เพื่อสนับสนุน SMEs ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรม
2.ปรับโครงสร้างสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)
3.พัฒนาฐานข้อมูล SMEs ทั้งระบบและเชื่อมโยงข้อมูล SMEs ของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนให้เป็นศูนย์ข้อมูลกลาง
4.จัดตั้งศูนย์บริการให้คำปรึกษาแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) แก่ธุรกิจ SMEs ในเรื่องข้อมูลทางการค้า การลงทุน และธุรกรรมทางการเงินจากผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ โดยใช้ประโยชน์จากศูนย์บ่มเพาะที่มีอยู่แล้ว
5.ส่งเสริมการรวมกลุ่มทางธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการ SMEs ที่มีศักยภาพหรือร่วมลงทุนกับภาครัฐในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงร่วมทุนในการขยายตลาดต่างประเทศและการพัฒนาเครือข่าย SMEs เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็นระหว่างธุรกิจทั้งรายเดิมและรายใหม่
6.จัดตั้งศูนย์กลางระดมเงินทุน สำหรับผู้ประกอบการ SMEs และสนับสนุนเงินทุนวิจัยและพัฒนาแก่ SMEs เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ
7.ส่งเสริมการเชื่อมโยงหน่วยงานด้านการวิจัย สถาบันการศึกษา และ SMEs
- ด้านการท่องเที่ยว
1.ปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวให้ครอบคลุมและทันสมัย อาทิ พระราชบัญญัติการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 พระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2553 พระราชบัญญัติโรงแรมพ.ศ.2527 เป็นต้น
2.สร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว
3.เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยว
4.พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่และฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวเดิมที่เสื่อมโทรม โดยให้คำนึกถึงขีดความสามารถในการรองรับของแหล่งท่องเที่ยว และสร้างสรรค์กิจกรรมการท่องเที่ยวบริเวณชายแดนให้มีความเชื่อมโยงกับเพื่อนบ้าน
5.ขับเคลื่อนแผนพัฒนาการท่องเที่ยว โดยเร่งรัดการประกาศเขตพัฒนาการท่องเที่ยวให้ครบทุกกลุ่ม และขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการตามแผนแม่บทการบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษ เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
6. ทบทวนบทบาทภารกิจของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการปรับโครงสร้าง แยกภารกิจด้านการท่องเที่ยวและการกีฬาออกจากกัน เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพในการกำหนดนโยบายในแต่ละด้านและการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการท่องเที่ยว (กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)มท.และสตช.)
- ด้านแรงงาน เร่งผลักดันให้ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน มีผลบังคับใช้โดยเร็ว เร่งรัดการจัดทำฐานข้อมูลและเร่งพัฒนามาตรฐานวิชาชีพให้ครบทุกสาขาวิชาชีพ
-ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม ขยายความเชื่อมโยงระหว่างภาคการศึกษาและอุตสาหกรรม ส่งเสริมลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา รวมทั้งปรับโครงสร้างและบทบาทของหน่วยงานรัฐ โดยแยกบทบาทหน่วยงานด้านนโยบาย หน่วยงานให้ทุนวิจัย หน่วยงานวิจัยและหน่วยงานปฏิบัติ
3. การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ โครงสร้างพื้นฐานและปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ การปฏิรูประบบรัฐวิสาหกิจ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การค้าและการลงทุน
ด้านระบบรัฐวิสาหกิจ
-สร้างกลไกในการดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ และการประเมินผลการดำเนินการของรัฐวิสาหกิจอย่างโปร่งใสและมีธรรมาภิบาลโดยการเผยแพร่รายงานการติดตามประเมินผลสู่สาธารณชนอย่างต่อเนื่อง มีการเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน สามารถตรวจสอบได้และยกระดับการดำเนินการของรัฐวิสาหกิจให้ได้มาตรฐานสากลมีธรรมาภิบาล
-กำหนดยุทธศาสตร์และทิศทางการพัฒนาของรัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพได้อย่างชัดเจนและสอดคล้องกับภาวะปัจจุบัน เร่งแก้ปัญหารัฐวิสาหกิจที่มีผลการดำเนินการขาดทุนต่อเนื่อง และพิจารณาความจำเป็นของการคงสถานะของรัฐวิสาหกิจในธุรกิจที่ภาคเอกชนดำเนินการได้ดีกว่า
-เพิ่มบทบาทของเอกชนในกิจการของรัฐวิสาหกิจ โดยเร่งกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ 2556 และต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดการผูกขาดโดยภาคเอกชน
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
- ปรับโครงสร้างการบริหารจัดการโดยแยกบทบาทหน้าที่การกำกับดูแลออกจากการให้บริการอย่างชัดเจน
- จัดตั้งองค์กรกำกับดูแลด้านการขนส่งทั้งระบบและองค์การขนส่งทั้งระบบและองค์กรที่กำหนดมาตรฐานการให้บริการ รวมทั้งจัดตั้งกรมการขนส่งทางรางขึ้นเพื่อทำหน้าที่ก่อสร้างและบำรุงรักษาทางรถไฟและปฏิรูปโครงสร้างการรถไฟแห่งประเทศไทยให้เหลือเพียงการบริการขนส่งผู้โดยสารและสินค้า และการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ในส่วนต่างๆ และการพัฒนาอุตสาหกรรมระบบราง
- ปรับปรุงกฎหมาย โดยขยายขอบเขตการใช้พื้นที่ที่ได้เวนคืนตามกฎหมาย ควรมีการจัดตั้งกองทุนที่ระดมทุนจากส่วนแบ่งค่าภาษีที่ดินที่เพิ่มขึ้นจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศและยกร่างกฎหมายเพื่อกำหนดโทษกรณีมีผู้ทำลายทรัพย์สินของภาครัฐตามแนวทางรถไฟ





