วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตำรวจวอนให้เสี่ย'นพพร'เข้ามอบตัว

"พล.ต.ท.ประวุฒิ"วอนให้เสี่ย"นพพร" เข้ามอบตัวเพื่อความเป็นธรรม ย้ำพฤติกรรมผิดปกติ

พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วยผบ.ตร รรท.ผบช.ก. ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้กล่าวถึงกรณี นายนพพร ศุภพิพัฒน์ นักธุรกิจชื่อดังที่ถูกออกหมายจับ และออกแถลงการณ์อ้างว่าถูกใส่ร้ายและถูกตำรวจบิดเบือนว่า จดหมายที่นายนพพรชี้แจงนั้น เบื้องต้นจากการตรวจสอบพบว่าประเด็นที่มีการพูดถึงนั้นขัดแย้งกับข้อเท็จจริงไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนี้ 17 ล้าน ที่นายนพพรระบุว่าได้มีการประนอมหนี้ที่ศาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งหากนายนพพรใช้หนี้แล้วและหุ้นส่วนบางรายได้ยอมความ มีเพียงแต่นายบัณฑิต โชติวิทยะกุล คนเดียวที่ไม่ยอมความ เหตุใดนายนพพรถึงไม่ให้ศาลดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมไป ซึ่งถ้าดูแล้วคดีประนอมหนี้ หากนายนพพรจ่ายเงินชดใช้จริง นายนพพรมีสิทธิ์ที่ชนะคดี แต่ทำไมต้องมีการให้นายปริญญาเป็นผู้จัดการเรื่องหนี้สิน

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวอีกว่า ประเด็นต่อมาคือเรื่องที่นายนพพรบอกว่ามีการจ่ายเงินจำนวน 5 ล้านให้กับนายปริญญาเพื่อเป็นค่าเจราจาให้ผู้ใหญ่เข้าประนอมหนี้กับนายบัณฑิต ซึ่งจากข้อมูลพบว่านายนพพรกับนายปริญญาเองก็ไม่ได้มีความสนิทสนมกันมาก่อน เหตุใดนายนพพรถึงไม่สอบถามนายปริญญาให้ดีเสียก่อนว่าคนกลางที่มาทำหน้าที่เจรจานั้นเป็นใคร ทำไมถึงกล้าโอนเงินมากมายขนาดนี้ ซึ่งดูแล้วมีความผิดปกติ

"ในส่วนกรณีตำรวจสน.วัดพระยาไกร ที่นายนพพรอ้างว่าผู้กองอรุณรู้จักกับนายปริญญานั้น เรื่องนี้ผมมองว่าไม่น่าเป็นไปได้ เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีใหญ่ไม่มีใครสามารถที่จะผ่อนปรนได้ อย่างไรก็ตามอยากให้นายนพพรเข้ามามอบตัวโดยเร็วที่สุด พร้อมกับแสดงหลักฐาน ซึ่งจะให้ความเป็นธรรมมและจะได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางทางกฎหมาย " พล.ต.ท.ประวุฒิกล่าว

ในส่วนกรณีที่นายนพพรอ้างว่าได้โทรศัพท์หาสารวัตรชู เพื่อมอบหลักฐานให้ แต่นายตำรวจคนดังกล่าวบ่ายเบี่ยงนั้น รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา นายนพพร ได้เดินทางมาที่สน.วัดพระยาไกร พร้อมกับทนายความ เพื่อเข้าให้ปากคำในฐานะพยาน รวมทั้งเรื่องหนี้สินของนายบัณฑิต ซึ่งในวันดังกล่าวนั้นนายนพพรไม่ได้ให้ความร่วมมือกับทางเจ้าหน้าที่มากนัก รวมทั้งไม่ยอมเปิดเผยว่ารู้จักกับนายปริญญาหรือเจี๊ยบ หรือไม่ จนกระทั่งวันรุ่งขึ้นมีการประโคมข่าวว่านายนพพรมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอุ้ม นายนพพรจึงได้โทรศัพท์เข้ามาที่สน.วัดพระยาไกร โดยได้พูดสายกับทางผู้กองอรุณ ว่าจะนำหลักฐานมาให้ แต่ทางผู้กองอรุณได้ให้นายนพพรประสานไปยังสารวัตรชู ซึ่งทางพนักงานสอบสวนไม่ได้มีการนัดหมายเวลากับนายนพพรแน่ชัด ไม่ได้มีการบ่ายเบี่ยงตามที่เสี่ยคนดังกล่าวอ้าง

รายงานข่าวระบุอีกว่า ในส่วนสถานะของนายบัณฑิต โชติวิทยะกุล ซึ่งเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจของนายนพพร นั้น เบื้องต้นจากการตรวจสอบพบว่านายบัณฑิตนั้น เป็นอดีตผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนพัฒนา ของกลุ่มปรีชากรุ๊ป ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทดำเนินธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ อีกทั้ง ตัวนายบัณฑิตเอง มีตำแหน่งทางวิชาการ เป็นดร.บัณฑิต โชติวิทยะกุล .ซึ่งเป็นอาจารย์ ประจำหลักสูตรโครงการรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกริก อีกด้วย