"พล.ต.ท.ศรีวราห์" ผบช.น. เผยจ่อออกหมายจับ"คนบงการ" อุ้มลดหนี้เพิ่มอีก 1 ราย
จากกรณีที่พนักงานสอบสวน สน.วัดพระยาไกร ได้ขออนุมัติศาลทหารออกหมายจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มเติมคือ นายนพพร ศุภพิพัฒน์ อายุ 43 ปี และขออายัดตัวผู้ต้องหาคดีบังคับทวงหนี้คือ นายสุทธิศักดิ์ สุทธิจิตต์ อายุ 41 ปี ข้อกล่าวหา ร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ร่วมกันทำร้ายผู้อื่น ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดไม่กระทำการใด หรือยอมจำนนต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์ของผู้ถูกขมขืนใจนั้นเอง หรือผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้าย จนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้น หรือยอมจำนนต่อสิ่งนั้นโดยมีอาวุธ โดยร่วมกระทำความผิดตั้งแต่ 5 คน ร่วมกับผู้ต้องหา 8 ราย ที่ถูกออกหมายจับทั้งหมดไปตั้งแต่วันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมานั้น
ความคืบหน้าเมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 2 ธ.ค. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. เปิดเผยว่า เบื้องต้นศาลทหารอนุมัติหมายจับนายนพพร แล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างติดตามตัว โดยตั้งชุดสืบสวน 3 ชุดเร่งติดตามตัว ส่วนจะอยู่ในประเทศไทยหรือไม่ อยู่ระหว่างการติดตาม แต่จากข้อมูลนั้นยังคงอยู่ในประเทศ ซึ่งพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายอดีต ผบช.ก.และข้อหา ม.112 อย่างไรนั้น เป็นเรื่องในสำนวน แต่ยืนยันว่า ต้องมีหลักฐานที่ชัดเจน ไม่เช่นนั้นศาลคงไม่ยินยอมที่จะอนุมัติหมายจับกุมให้ ซึ่งนายนพพร ทำหน้าที่เป็นผู้ใช้จ้างวาน
พล.ต.ท.ศรีวราห์ กล่าวต่อว่า ส่วนการขออนุมัติหมายจับเพิ่มเติมคดีในพื้นที่ สน.พระโขนง นั้น ยังอยู่ระหว่างดำเนินการขออนุมัติศาลออกหมายจับ ซึ่งบุคคลที่จะถูกออกหมายจับอีก 1 คน คือ ผู้ใช้จ้างวานเหมือนกัน แต่เป็นคนละคนกับผู้ต้องหาในคดีที่ทั้ง 2 พื้นที่ สน.พระโขนง และสน.วัดพระยาไกร แต่หากจากการสอบสวนพบว่า มีความเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นจะต้องถูกแจ้งข้อหาเดียวกับผู้ต้องหาที่ถูกดำเนินคดี
อย่างไรก็ตาม คาดว่า ใกล้เสร็จสิ้นแล้วและจะสามารถสรุปสำนวนส่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) ได้ เพราะสำนวนทั้ง 2 สำนวนของ บก.น.5 เป็นการดำเนินการตามคำสั่งภายใต้การควบคุม บช.น. อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาตามการสั่งคดีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) รวมถึงสำนวนของอดีต ผบช.ก.ด้วย เป็นอำนาจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) ด้วย ภายในวันที่ 31 ธ.ค.นี้อย่างแน่นอน
ด้าน พล.ต.ต.ชวลิต ประสพศิลป ผบก.น.5 กล่าวว่า เบื้องต้นพนักงานสอบสวน สน.วัดพระยาไกร ได้ขออนุมัติศาลทหารออกหมายจับกุมนายนพพร ศุภพิพัฒน์ อายุ 43 ปี โดยแจ้งข้อหาเพิ่มเป็นผู้จ้างวานใช้ และอายัดตัวผู้ต้องหาที่ สน.พระโขนง คุมตัวฝากขังไปก่อนนี้คือนายสุทธิศักดิ์ สุทธิจิตต์ อายุ 41 ปี ไม่ใช่นายสิทธิศักดิ์ อัครพงศ์ปรีชา ตาม 4 ข้อหาเดิม ที่ได้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งหมด 8 คน ที่ได้ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ โดยนายสิทธิศักดิ์ เป็นผู้เกี่ยวข้องในส่วนเหตุการณ์วันเกิดเหตุเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.ที่อยู่ร่วมกับผู้ต้องหาคนอื่นๆ ในร้านอาหารย่านพุทธมณฑลสาย 3 ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถติดต่อนายนพพร ได้ แต่ให้ชุดสืบสวน บก.น.5 เร่งติดตามจับกุม คาดว่า น่าจะยังไม่หลบหนีออกนอกประเทศ โดยประสานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองไว้แจ้งอายัดตัวตามหมายจับไว้ตามด้านชายแดนไทยแล้ว
พล.ต.ต.ชวลิต กล่าวอีกว่า ส่วนขั้นตอนการส่งตัวดำเนินคดีผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้นั้น ทางพนักงานสอบสวน สน.วัดพระยาไกร ได้ควบคุมตัวนายวิทยา เทศขุนทศ ผู้ต้องหาที่เข้ามอบตัวไปฝากขังที่ศาลทหารแล้ว ส่วน ส.อ.กณธกร ยาศรี อายุ 29 ปี และ ส.อ.ธีรพงศ์ ช่อจำปี อายุ 28 ปี ทางพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหา และสอบปากคำทหารทั้ง 2 นายแล้ว โดยนายทหารพระธรรมนูญได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ไปฝากขังที่ศาลทหารแล้วเช่นกัน จากนั้นจะนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ไปคุมขังไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร
“ส่วนการสรุปสำนวนคดีที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานหมิ่นเบื้องสูงนั้น พนักงานสอบสวนระดับ สน.จะมีการดำเนินการอย่างละเอียดรอบคอบตามกรอบเวลา ก่อนเสนอหัวหน้าพนังงานสอบสวนระดับกองบัญชาการตรวจสอบความถูกต้องรายละเอียดของการรวบรวมพยานหลักฐาน ในรูปของคณะกรรมการ เพื่อส่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมีคณะกรรมการที่ตรวจสอบพิจารณาหลักฐานก่อนนำตัวผู้ต้องหาส่งฟ้องศาล” ผบก.น.5 กล่าว
ขณะที่มีรายงานข่าวว่า ผู้ต้องหาที่พนักงานสอบสวน สน.พระโขนง จะขออนุมติออกหมายจับเพิ่มเติมนั้น เป็นผู้ที่ถูกสัดทอดว่า เป็นผู้จ้างวาน และเป็นผู้แนะนำให้รู้จักกลุ่มผู้ต้องหาที่ก่อเหตุ คาดว่าจะออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมอีก 2 ราย ในเหตุการณ์การติดตามทวงหนี้ ซึ่งจากการสอบปากคำในกลุ่มของผู้ต้องหาก่อเหตุทวงหนี้ และบังคับลดหนี้ทั้งหมดนั้น ยังรับงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกคือ ทำหน้าที่รับผิดชอบเป็นนายหน้าในการรับเคลียร์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้กับสถานบริการหลายแห่ง ดูแลเรื่องเกี่ยวกับความปลอดภัย และการเปิดสถานบริการเกินเวลา แต่ไม่มีข้อมูลว่าสถานบริการแห่งใดเกี่ยวข้องบ้าง เนื่องจากเจ้าของกิจการไม่มีใครออกมายอมรับ เพราะเกรงกลัวว่าอาจจะถูกดำเนินคดี และทำให้ชื่อเสียงเสียหาย รวมถึงรับเป็นนายหน้าเคลียร์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการเปิดแผงขายซีดีเถื่อนหลายร้านย่านคลองถม โดยมีบางรายจ่ายเงินให้ถึงเดือนละประมาณ 100,000 บาท เพื่อให้สามารถขายซีดีเถื่อนได้ด้วย
ส่วนประวัติของนายนพพร ผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับเป็นผู้ใช้จ้างวานลดจำนวนหนี้นั้น เป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีที่อายุน้อยที่สุดอยู่ในลำดับที่ 31 ของการจัดลำดับมหาเศรษฐีของไทย ประจำปี 2557 ที่จัดทำโดยเว็บไซต์ ฟอร์บไทยแลนด์ โดยร่ำรวยจากการทำธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานลม และมีมูลค่าทรัพย์สินกว่า 2.6 หมื่นล้านบาทด้วย อย่างไรก็ตาม ทางพนักงานสอบสวน สน.วัดพระยาไกร ได้ทำการสอบปากคำนายทหารยศสิบเอก 2 นาย ที่มณฑลทหารบกที่ 11 แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานครช่วงกลางดึกของวันที่ 1 ธ.ค.แล้ว ก่อนที่นายทหารพระธรรมนูญจะควบคุมตัวไปฝากขังที่ศาลทหาร





