วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

คุม'พงศ์พัฒน์'ส่งแดนแรกรับจ่อค้นเพิ่ม3จุด

พนักงานสอบสวนคุมตัว"พงศ์พัฒน์" ส่งคืนศาลหลังสอบสวนเพิ่มเติมเสร็จสิ้น ราชทัณฑ์รับเข้าแดนแรกรับขังรวม

พนักงานสอบสวนคุมตัว พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ส่งคืนศาลหลังสอบสวนเพิ่มเติมเสร็จสิ้น ราชทัณฑ์รับเข้าแดนแรกรับขังรวมผู้ต้องหารายอื่นๆ โฆษก ตร. เปิดเซฟ 2 ไร้ของมีค่า จ่อเปิดอีก 3 ใบใหญ่ที่ยึดได้ล่าสุด พร้อมบุกค้นบ้านเครือข่ายสัปดาห์หน้า เผยได้รับเอกสารของกิจการในพระองค์ฯ แจ้งยกเลิกชื่อสกุล "อัครพงศ์ปรีชา" แล้ว ส่วนโพลล์ 95% เห็นพ้องถึงเวลาปฏิรูปตำรวจ

เมื่อช่วงสาย วานนี้ (29 พ.ย.) พ.ต.อ.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผู้บังคับการกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน (รอง ผบก.อคฝ.) กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พร้อมพนักงานสอบสวน และกำลังตำรวจประมาณ 20 นาย ควบคุมตัว พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ผู้ต้องหาในคดีหมิ่นนเบื้องสูง ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ เป็นเจ้าพนักงานเรียกรับผลประโยชน์ และฟอกเงิน มาส่งศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เพื่อให้กลับมาอยู่ในอำนาจการควบคุมของศาล หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้นำตัวมาผลัดฟ้องฝากขังแล้วขอนำตัวกลับไปสอบสวนเพิ่มเติม

ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนระบุในคำร้อง สรุปว่า ตามคำร้องฝากขังผู้ต้องหานี้ หมายเลขดำ พ.2623/2557 ลงวันที่ 24 พ.ย. 2557 ซึ่งศาลอาญา อนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหานี้ รวมทั้งอนุญาตให้รับตัวผู้ต้องหากลับไปควบคุมไว้เพื่อสอบสวนหาทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำผิดเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 24 พ.ย.- 5 ธ.ค.นั้น บัดนี้พนักงานสอบสวนหมดความจำเป็นที่จะควบคุมตัวไว้อีก จึงขอส่งตัวผู้ต้องหาคืนต่อศาล ศาลพิจารณาคำร้องและสอบถามผู้ต้องหาแล้ว ไม่คัดค้าน จึงรับตัวผู้ต้องหาไว้ จากนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัว พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ขึ้นรถตู้เดินทางเข้าไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทันที

พ.ต.อ.เอกรักษ์ กล่าวว่า หลังจากที่พนักงานสอบสวน บช.น.ได้นำตัว พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ผู้ต้องหามาฝากขังต่อศาล และขอรับตัวกลับไปสอบสวนเพิ่มเติมระหว่างฝากขัง เมื่อวันที่ 24 พ.ย.ที่ผ่านมา ขณะนี้ได้สอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว จึงนำตัว พล.ต.ท. พงศ์พัฒน์ มาส่งคืนต่อศาลเพื่อให้ออกหมายขัง

เขากล่าวต่อว่า หลังจากนี้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะควบคุมตัวไปเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยจะครบกำหนดฝากขังครั้งแรกวันที่ 5 ธ.ค.ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ แต่พนักงานสอบสวนจะมายื่นคำร้องขอฝากขังครั้ง 2 ในวันที่ 4 ธ.ค. พร้อมคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากผู้ต้องหาเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูง เกรงว่าจะใช้อิทธิพลไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน

พ.ต.อ.เอกรักษ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีที่ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์มีสภาพอิดโรยนั้นอาจเป็นเพราะ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์อายุมากแล้ว สภาพร่างกายไม่แข็งแรง

พ.ต.อ.เอกรักษ์ กล่าวว่า สำหรับผู้ต้องหาที่ฝากขังต่อศาลจังหวัดพระโขนง จำนวน 5 คน เมื่อวันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมานั้น ทางพนักงานสอบสวนสน.พระโขนงจะทำการรวบรวมหลักฐานเพื่อสรุปสำนวนคดีต่อไป ส่วนการตรวจค้นทรัพย์สินเพิ่มเติมในคดีนี้ ถ้าหากพบว่าในพื้นที่ใดมีทรัพย์สินของกลางที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดซุกซ่อนอยู่ ทางเจ้าหน้าที่ก็จะไปดำเนินตรวจค้นเพิ่มเติม และหากพบว่ามีบุคคลใดที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดอีก ก็จะออกหมายจับเพื่อมาดำเนินคดีต่อไป

ส่งอดีตผบช.ก.ขังรวมแดนแรกรับ

ด้าน นายวิทยา สุริยะวงค์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า จะนำตัว พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ไปขังรวมกับกลุ่มผู้ต้องขังชุดแรกในคดีเดียวกันคือแดนแรกรับ เนื่องจากในแดนคุมขังต่างๆ มีผู้ต้องขังคดีอื่นถูกควบคุมอยู่เป็นจำนวนมาก ในส่วนผู้ต้องขังกลุ่มดังกล่าวจะไม่มีการจำแนกเพื่อกระจายไปยังแดนอื่นๆ เพราะยังเป็นผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดี

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวต่อว่า สำหรับกลุ่มผู้ต้องหา 5 คน ซึ่งเป็นอีกชุดหนึ่งนั้นได้นำตัวไปฝากขังที่ศาลพระโขนงก็ถูกส่งตัวไปคุมขังในแดนแรกรักเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เช่นกัน จากนั้นก็จะถูกส่งตัวไปอยู่รวมกันทั้งหมด

จ่อค้นบ้านเครือข่ายเพิ่มสัปดาห์หน้า

ส่วนความคืบหน้าในการสืบสวนขยายผลเพื่อติดตามทรัพย์สินของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์นั้น วานนี้ (29 พ.ย.) พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) รักษาการ ผบช.ก. ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการเปิดตู้เซฟ 2 ใบที่ยึดมาได้จากบ้านพักของนายชอบ ชินนะประภา หนึ่งในผู้ต้องหาเป็นนอมินีให้กับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ที่ อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี โดยมีการนำช่างมาเปิดเซฟต่อหน้าสื่อมวลชน ผลปรากฏว่าไม่พบอะไร

พล.ต.ท.ประวุฒิ เผยว่า ในวันจันทร์ที่ 1 ธ.ค.นี้จะมีการเปิดตู้เซฟที่ยึดได้จากบ้านพักของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ย่านเมืองทองธานี แจ้งวัฒนะ อีก 3 ใบ ซึ่งมีขนาดใหญ่สูง 1.7 เมตร และไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ นอกจากนี้จะมีการขยายผลตรวจค้นบ้านพักของเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ อีก 2 ถึง 3 แห่งด้วย

ก่อนหน้านี้ เมื่อค่ำ วันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมา กำลังตำรวจและทหารเข้าตรวจค้นอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น ย่านเมืองทองธานี พบของเก่าอีกหลายรายการ เช่น เสาหินอ่อน นาฬิกาไม้ ตู้ไม้เก็บพระบูชา ประตูไม้แกะสลัก ชุดเฟอร์นิเจอร์ และภาพเก่า รวมแล้วหลายร้อยชิ้น

ส่วนอีกจุดเป็นโกดังย่านปากเกร็ด พบไม้สัก ไม้ประดู่ ไม้มะค่า จำนวน 4,500 แผ่น อยู่ในโกดังและตู้คอนเทนเนอร์ นอกจากนี้ยังพบไม้แกะสลักเป็นเทวรูปฝังดินหลายชิ้น จึงยึดทั้งหมดมาตรวจสอบ

บช.ก.ตั้งชุดสืบหาพ.ต.ท.หายลึกลับ

ทั้งนี้ มีรายงานจากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ว่า พล.ต.ท.ประวุฒิ มีคำสั่งตั้งชุดสืบสวนติดตามตัว พ.ต.ท.ทรงรักษ์ ขุนศรี รองผู้กำกับการ 6 กองบังคับการปราบปราม (รอง ผกก.6 บก.ป.) ลูกน้องคนสนิทของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ซึ่งหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

แพร่เอกสารเลิกชื่อสกุล"อัครพงศ์ปรีชา"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีหนังสือราชการเผยแพร่ในโลกออนไลน์ ระบุว่า หน่วยราชการในพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ที่ พว 0005.1 กองกิจการในพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สำนักงานราชเลขานุการในพระองค์ฯ พระที่นั่งอัมพรสถาน ลงวันที่ 28 พ.ย.2557 เรื่องยกเลิกชื่อสกุลพระราชทาน "อัครพงศ์ปรีชา" เรียนปลัดกระทรวงมหาดไทย เนื้อความว่า ด้วยกองกิจการในพระองค์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ขอยกเลิกชื่อสกุลพระราชทาน "อัครพงศ์ปรีชา" โดยให้ผู้ที่ใช้ชื่อสกุลพระราชทานนี้ในปัจจุบันกลับไปใช้ชื่อสกุลเดิม จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบและดำเนินการต่อไป ลงลายมือชื่อโดย พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์ฯ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการกองกิจการในพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร

นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ยังไม่ได้รับหนังสือดังกล่าว คงต้องรอดูวันจันทร์ที่ 1 ธ.ค.อีกครั้งว่า มีหนังสือดังกล่าวเข้ามาหรือไม่

ขณะที่ พล.ต.ท.ประวุฒิ ระบุว่า กรณีที่มีหนังสือประกาศคำสั่งยกเลิกชื่อสกุลพระราชทาน "อัครพงษ์ปรีชา" นั้น เบื้องต้นทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งผู้ที่ใช้นามสกุลดังกล่าวจะต้องกลับไปใช้นามสกุล "เกิดอำแพง" ซึ่งเป็นนามสกุลเดิม และหลังจากนี้เป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยในการดำเนินการยกเลิกนามสกุลดังกล่าว

สำหรับชื่อสกุลพระราชทาน "อัครพงศ์ปรีชา" นั้นเป็นชื่อสกุลของผู้ต้องหาในคดีนี้ 3 คน ได้แก่ นายณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา นายสิทธิศักดิ์ อัครพงศ์ปรีชา นายณรงค์ อัครพงศ์ปรีชา ซึ่งทั้งสามได้ร่วมกับพวกอีก 2 คน หมิ่นเบื้องสูงโดยแอบอ้างตัวไปก่อเหตุทวงหนี้ เหตุเกิดท้องที่ สน.พระโขนง และสน.วัดพระยาไกร

นอกจากนี้ยังมีรายงานด้วยว่า ในสื่อออนไลน์ยังมีการเผยแพร่คำสั่งให้ ว่าที่ พ.ต.ณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา และจ.ส.อ.สิทธิศักดิ์ อัครพงศ์ปรีชา ออกจากราชการ โดยไม่มีเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญ และให้ถอดออกจากยศทหาร เนื่องจากกระทำความผิดวินัยทหาร ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ผิดกฎหมายบ้านเมือง และมีคำสั่งจากสำนักพระราชวังให้ลงโทษ นายณรงค์ อัครพงศ์ปรีชา โดยไล่ออกจากข้าราชการพลเรือนในพระองค์ ลงนามโดย นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา รองเลขาธิการพระราชวัง รักษาราชการแทนเลขาธิการพระราชวัง

โพลล์ชี้ถึงเวลาปฏิรูปตำรวจ

วันเดียวกัน มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต หรือ สวนดุสิตโพล ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนว่า ประชาชนคิดอย่างไร กรณีการจับกุม พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และพวก

ผลสำรวจระบุว่า อันดับ 1 หากกระทำผิดจริงก็ควรดำเนินคดีตามกฎหมาย ไม่มีการละเว้น ลงโทษเพื่อให้เป็นแบบอย่าง คิดเป็นร้อยละ 81.30 อันดับ 2 ยังสับสนกับข่าวอยู่บ้าง ข้อมูลไม่ชัดเจน มีหลายจุดที่ยังสงสัย คลุมเครือ คิดเป็นร้อยละ 80.08

อันดับ 3 เป็นข่าวใหญ่ที่ประชาชนให้ความสนใจ มีตำรวจระดับชั้นผู้ใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้อง ร้อยละ 59.76 และอันดับ 4 ทรัพย์สินต่างๆ ที่ยึดได้ โดยเฉพาะวัตถุโบราณล้ำค่าจะได้กลับคืนมาเป็นสมบัติของประเทศร้อยละ 50.41

เมื่อถามถึงสิ่งที่ประชาชนอยากให้รัฐบาลดำเนินการต่อคดีดังกล่าวที่เกิดขึ้น คือ ส่วนใหญ่เห็นว่าควรเร่งดำเนินการกวาดล้างและจับกุมผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องทั้งหมดโดยเร็ว คิดเป็นร้อยละ 74.80

อันดับ 2 เห็นว่าควรตรวจสอบแหล่งที่มาของทรัพย์สินต่างๆ ที่ยึดมาได้ มีการดำเนินการอย่างโปร่งใส คิดเป็นร้อยละ 65.04 อันดับ 3ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีนี้ให้ประชาชนได้รับรู้อย่างตรงไปตรงมา ไม่ปิดบัง คิดเป็นร้อยละ 64.23 และอันดับ 4 ตัดสินด้วยความยุติธรรม มีบทลงโทษที่เหมาะสมกับความผิดของแต่ละคนที่ควรได้รับ คิดเป็นร้อยละ 60.16

เมื่อถามว่าประชาชนคิดว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะต้องมีการปฏิรูปตำรวจ อันดับ 1 ร้อยละ 95.53 บอกถึงเวลาแล้วเพราะจะได้มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ภาพลักษณ์จะได้ดีขึ้น ประชาชนไม่ถูกข่มเหงเอาเปรียบ สังคมจะได้น่าอยู่ ตำรวจเป็นที่พึ่งของประชาชน เป็นผู้รักษากฎหมาย ไม่ควรกระทำผิดเสียเอง ตำรวจที่ดีจะได้มีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ฯลฯ ส่วนที่เหลือเห็นว่าไม่แน่ใจ คิดเป็นร้อยละ 4.47 เพราะยังไม่เห็นข้อดีข้อเสียของการปฏิรูป ไม่รู้ว่าปฏิรูปแล้วจะดีขึ้นจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล ผลประโยชน์ไม่เข้าใครออกใคร ฯลฯ

เมื่อถามถึงบทเรียนที่ได้ จากกรณีที่เกิดขึ้น คือ อันดับ 1 เห็นว่าการทุจริตคอร์รัปชันในแวดวงราชการไทยยังมีอยู่มากและรุนแรงมากขึ้น คิดเป็นนร้อยละ 78.46 อันดับ 2 ทุกอาชีพมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ควรช่วยกันเป็นหูเป็นตา กล้าที่จะเปิดเผย ร้องเรียน คิดเป็นร้อยละ 67.89

อันดับ 3 ควรเร่งปฏิรูปวงการตำรวจ เพื่อเรียกศรัทธาจากประชาชนกลับคืนมา คิดเป็นร้อยละ 63.01 และอันดับ 4คนยังมีความลุ่มหลงในอำนาจ บารมี และผลประโยชน์ ไม่รู้จักพอ คิดเป็นร้อยละ 62.20