"ไพบูลย์"เห็นชอบหลักการเก็บดีเอ็นเอผู้ต้องขัง ลบข้อกังขาสลับตัวนักโทษ เล็งนำร่องปราบปรามยาเสพติดในเรือนจำ
พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยผลการประชุมปราบปรามและป้องกันปัญหายาเสพติดในเรือนจำว่า พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว. ยุติธรรม ได้เห็นชอบในหลักการสั่งการให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เก็บตัวอย่างดีเอ็นเอผู้ต้องขังในเรือนจำเพื่อพิสูจน์สิทธิในกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากที่ผ่านมามีข้อกังขาถึงควบคุมตัวของกรมราชทัณฑ์โดยเฉพาะผู้ต้องขังที่เข้าและออกไปเป็นบุคคลคนเดียวกันหรือไม่ ซึ่งระบบการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอจะทำให้ประชาชนมั่นใจว่าจะไม่มีการสับเปลี่ยนตัวผู้ต้องขัง แม้ว่าที่ผ่านมากรมราชทัณฑ์จะมีระเบียบการจัดเก็บลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ต้องขัง แต่การจัดเก็บอาจทำให้สำเนาข้อมูลลายนิ้วมือชำรุด ทำให้ไม่ได้สามารถพิสูจน์ตัวตนที่ชัดเจนได้ ดังนั้น ตนจึงกำชับให้กรมราชทัณฑ์เก็บตัวอย่างดีเอ็นเอผู้ต้องขัง รวมถึงดีเอ็นเอที่ปรากฏบนโทรศัพท์มือถือที่ยึดได้จากการจู่โจมตรวจค้นเรือนจำ เนื่องจากมีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้เพิ่มโทษผู้ต้องขังที่กระทำผิดด้วยการลักลอบนำโทรศัพท์มือถือเข้าเรือนจำจาก 1 ปี เป็น 5 ปี
"ก่อนหน้านี้ได้มีการอบรมเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ 64 คน เพื่อให้ไปทำหน้าที่จัดเก็บวัตถุพยานที่ได้จากการจู่โจมตรวจค้นในเรือนจำ เพื่อนำไปสู่การตรวจหาเจ้าของโทรศัพท์ หรือผู้ต้องขังที่เคยสัมผัสโทรศัพท์ของกลาง โดยกรมราชทัณฑ์ได้ออกระเบียบเพิ่มเติมว่าการเก็บดีเอ็นเอจะต้องเริ่มเก็บตั้งแต่ผู้ต้องขังถูกส่งตัวเข้าเรือนจำ เพื่อตรวจสอบตัวบุคคลว่าเป็นคนเดียวกันหรือไม่ ป้องกันการสับเปลี่ยนตัว ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการจัดเก็บครั้งนี้ถือเป็นประโยชน์ต่อกระบวนการยุติธรรม ทั้งการป้องกันผู้คุมถูกกล่าวหาทำร้ายผู้ต้องขัง และการสับเปลี่ยนผู้ต้องขัง เพื่อให้สังคมเชื่อมั่นต่อระบบการควบคุมตัวผู้ต้องขัง"พ.ต.อ.ดุษฎีกล่าว
ทางด้านนายวิทยา สุริยะวงค์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า การเก็บดีเอ็นเอผู้ต้องขังก็เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการพิสูจน์ตัวบุคคล นอกเหนือจากการเก็บลายพิมพ์นิ้วมือเหมือนที่ผ่านมา แต่หลังจากนี้ให้ถือเป็นการเก็บข้อมูลควบคู่กัน ซึ่งผู้ต้องขังสามารถใช้ประโยชน์จากดีเอ็นเอในการพิสูจน์ตัวตนกรณีที่ไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด จึงไม่ต้องรับโทษ ทั้งนี้ เนื่องจากผู้ต้องขังที่อยู่ในการควบคุมของเรือนจำมีกว่า 300,000 คน ดังนั้น จะนำร่องเก็บตัวอย่างเฉพาะผู้ต้องขังคดียาเสพติดก่อน อย่างไรก็ตาม การเก็บดีเอ็นเอผู้ต้องขังถือเป็นบุคคลที่อยู่ในการควบคุม ไม่ใช่บุคคลทั่วไป จึงไม่ต้องการให้มองเป็นประเด็นการละเมิดสิทธิ
ด้านพญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาสถาบันนิติวิทย์ฯมีโครงการจัดเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอของผู้ต้องขังแล้วแต่เป็นลักษณะที่ต้องขออนุญาตเป็นรายไป และมีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน เช่นเป็นผู้ต้องขังที่ใกล้ปล่อยตัว และผู้ต้องขังในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ไม่ได้เป็นการเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอจากผู้ต้องขังทุกราย ทั้งนี้ การเก็บดีเอ็นเอถือเป็นประโยชน์ไม่เฉพาะกับทำงานในกระบวนการยุติธรรม แต่ในส่วนของผู้ต้องขัง ดีเอ็นเอจะช่วยพิสูจน์ทราบว่าเป็นการจับกุมถูกตัวหรือไม่ เพราะพยานทางวิทยาศาสตร์มีความน่าเชื่อถือกว่าพยานบุคคล สามารถใช้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ได้รับการมอบหมายเกี่ยวกับแนวทางการจัดเก็บดีเอ็นเอว่าจะดำเนินการกับกลุ่มผู้ต้องขังใดบ้าง แต่คาดว่าจะเป็นกลุ่มผู้ต้องขังคดียาเสพติดก่อน





