ทีมทนายชง"ยิ่งลักษณ์"เตรียมชี้แจงสนช. สปช.เล็งชงข้อเสนอปฏิรูปให้กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ 19 ธ.ค.
นายพิชิต ชื่นบาน ที่ปรึกษากฎหมายนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงผลการประชุมร่วมกับคณะทำงานที่จะนำเรื่องเสนอต่อนางสาวยิ่งลักษณ์ เพื่อจัดทำเป็นคำคัดค้านคำสั่งประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เรื่องนำสำนวนคดีถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ เข้าวาระการประชุมสนช.นัดพิเศษในวันที่ 12 พ.ย.นี้ โดยมีประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่จะคัดค้านคดีถอดถอนดังนี้
1.หลักการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ คดีถอดถอนมีผลเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทำมิได้หากรัฐธรรมนูญมิได้กำหนดให้อำนาจไว้
2.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มิได้กำหนดให้อำนาจ “เรื่องการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต”
3.ข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 2557 เฉพาะหมวด 10 ว่าด้วยการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ไม่เป็นไปตาม “หลักนิติธรรม”และหลักการตรากฎหมายในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และตามพันธกรณีระหว่างประเทศ (GENERAL WILL)
4.ข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 2557 เฉพาะหมวดที่ 10 ว่าด้วยการถอดถอน และการให้บุคคลพ้นจากตำแหน่ง ในส่วนที่ 1 การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต “เป็นการขัดหรือล้าง ประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา 5”
5.ประธาน สนช. หรือวิป สนช.ไม่อาจ “เลือกปฏิบัติ” ในการ “เลือกฐานความผิด” ในการดำเนินคดีถอดถอนให้ผิดไปจากมติ ป.ป.ช.ที่ชี้มูลความผิดต่ออดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ถูกกล่าวหาตามข้อบังคับหมวด 10 ส่วนที่ 1 ที่ปรากฏ ตามรายงานคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่เสนอต่อ สนช.หากฝ่าฝืนปฏิบัติถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อ “หลักนิติธรรม” และรัฐธรรมนูญมาตรา 5 เสียเอง
6.อ้างบทบัญญัติกฎหมายที่ไม่มี “บทบังคับโทษ” มาเป็นเหตุถอดถอนไม่ได้ และ7.ความเป็นนายกรัฐมนตรีของนางสาวยิ่งลักษณ์ ได้สิ้นสุดลงแล้ว จึงไม่ใช่ผู้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา 58 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพฤติมิชอบแห่งชาติ พ.ศ.2542
"เหตุที่คัดค้านเพราะคณะทำงานเห็นว่า การตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายในการปฏิบัติหน้าที่ของอดีตนายกรัฐมนตรีในเรื่องคดีถอดถอน ต้องเป็นไปโดยถูกต้องชอบธรรมตามหลักนิติธรรม" นายพิชิต ระบุ
"พรเพชร"ยันคสช.สั่งสนช.ปมถอดถอนไม่ได้
นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.กล่าวถึงกรณีมีกลุ่มต่าง ๆ ออกมากดดัน สนช.เรื่องการถอดถอนว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ นั้นไม่ได้เป็นการกดดันการทำงานตามหน้าที่ของสนช.แต่อย่างใด สนช.รู้ดีว่าต้องพิจารณาไปตามหลักความถูกต้อง หลักความยุติธรรม เพราะบ้านเมืองต้องอาศัยความถูกต้อง ความยุติธรรมเป็นหลัก ส่วนความถูกใจนั้นจะให้ถูกใจใครทุกคนคงไม่ได้ และตนก็ไม่มีอะไรที่จะฝากถึงกลุ่มที่ระบุว่าจะออกมาเคลื่อนไหว
"ยืนยันว่าสนช.ทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ คิดถึงแต่ความถูกต้องและหลักความยุติธรรม หนักแน่น หากจะทำให้เกิดความไม่พอใจกับบางฝ่ายก็ต้องขออภัยด้วย เพราะคงทำให้ถูกใจทุกคนไม่ได้” นายพรเพชร กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าสนช.ยืนยันหรือไม่ว่า คสช.ไม่สามารถสั่งเรื่องถอดถอนได้ว่าต้องพิจารณาอย่างไร นายพรเพชร กล่าวว่า "ยังไม่เคยสั่ง ไม่จำเป็นต้องสั่งด้วย"
"สมชาย"ยันสนช.ต้องรับถอด"นิคม-สมศักดิ์"
นายสมชาย แสวงการ สนช.กล่าวถึงการประชุมเพื่อพิจารณาสำนวนถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา ในวันที่ 6 พ.ย.นี้ว่า ตนเห็นว่าน่าจะข้ามขั้นตอนเรื่องการพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับดำเนินการได้แล้ว เนื่องจากตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 64 บัญญัติไว้ว่า เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าข้อกล่าวหาที่มาจากการเข้าชื่อร้องขอเพื่อให้วุฒิสภามีมติให้ถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาออกจากตำแหน่งมีมูล และได้รายงานไปยังประธานวุฒิสภาตามมาตรา 56 (1) แล้ว ให้ประธานวุฒิสภาจัดให้มีการประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณามีมติโดยเร็ว แสดงว่า สนช.ซึ่งทำหน้าที่วุฒิสภาจะพิจารณาเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากรับไว้พิจารณาเท่านั้น
ส่วนสำนวนการถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ นายสมชาย กล่าวว่า ประธาน สนช.บรรจุไว้ในวาระการประชุมแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนตามกระบวนการถอดถอนคือให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาชี้แจงก่อนที่ สนช.จะพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพื่อลงมติต่อไป
ปูดอัยการส่อไม่ฟ้อง"ยิ่งลักษณ์"คดีจำนำข้าว
นายสมชาย กล่าวด้วยว่า ตนทราบมาว่าในการพิจารณาร่วมกันในคณะทำงานร่วมระหว่าง ป.ป.ช.กับอัยการสูงสุด(อสส.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 7 พ.ย.นี้ อสส.อาจจะมีคำสั่งไม่ฟ้องโดยอ้างความไม่สมบูรณ์ของสำนวนในประเด็นเดิม ๆ ที่เคยอ้างไว้ ดังนั้น ป.ป.ช.จึงควรฟ้องเอง และคสช.ควรใช้อำนาจพิเศษจัดการกับอัยการด้วย เพราะความเสียหายมหาศาลไม่ใช่แค่ 7 แสนล้านแต่ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านบาท ยังไม่รวมถึงผลกระทบที่เกิดกับอุตสาหกรรมข้าวทั้งระบบ
ถ้าอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องก็ต้องตอบคำถามสังคมว่าความเสียหายมากขนาดนี้แต่ไม่ดำเนินคดีจะเป็นทนายแผ่นดินได้อย่างไร นายกฯพูดเองว่าข้าวเสียหาย 70-90% เหลือข้าวดีแค่ 10 % ถ้าไม่สามารถนำคนที่สร้างความเสียหายมารับโทษได้ย่อมกระทบต่อความศรัทธาที่ประชาชนมีต่อ คสช.อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“เมื่ออัยการไม่ฟ้อง คสช.ก็ต้องพิจารณาว่านายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุดใช้ได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็ต้องเปลี่ยนตัวอัยการสูงสุด และพิจารณาด้วยว่า นายวุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์ รองอัยการสูงสุดที่ดูแลเรื่องนี้มีปัญหาหรือไม่ หากมีปัญหาก็ต้องเปลี่ยนตัว เพราะไม่มีความกล้าหาญในการทำหน้าที่ แต่ถ้า คสช.ไม่ทำอะไรแรงสนับสนุนก็จะหายไป เนื่องจากคนเห็นกับตาว่าความเสียหายเป็นอย่างไร” นายสมชาย ระบุ
"ครม.-คสช."เคาะ11กมธ.ยกร่างรธน.วันนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเช้าวันนี้(4 พ.ย.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. จะเป็นประธานประชุมร่วมระหว่างคสช.และครม. ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีวาระการประชุมคือพิจารณาและอนุมัติรายชื่อบุคคลที่จะไปดำรงตำแหน่งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในสัดส่วนคสช. 5 คน และตำแหน่งประธานกรรมาธิการอีก 1 คน และครม.อีก 5 คน รวมเป็น 11 คน โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ได้รายชื่อบุคคล และเตรียมการไว้ทั้งหมดแล้ว
สปช.เล็งชงข้อเสนอปฏิรูปให้กมธ.รธน.19ธ.ค.
พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ในฐานะกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า วันที่ 4-10 พ.ย. จะเข้าสู่กระบวนการให้สมาชิกแสดงความจำนงสมัครเป็น กมธ.คณะต่างๆ จากนั้นในวันที่ 10 พ.ย.จะเปิดประชุมสปช.เพื่อรับทราบผลการบรรจุสปช.เข้าเป็นกมธ.แต่ละคณะและสามารถเริ่มทำงานได้ทันที โดยภารกิจเร่งด่วนที่กมธ.แต่ละคณะ ต้องทำให้เสร็จภายใน 10 ธ.ค. คือการส่งความเห็นเรื่องการปฏิรูปในแต่ละด้านให้ที่ประชุม สปช.พิจารณา และภายในวันที่ 19 ธ.ค.สปช.ต้องนำแนวทางการปฏิรูปด้านต่างๆ ส่งให้กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาต่อไป
พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวด้วยว่า สปช.จะจัดสัมมนาสมาชิก ที่โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ ในวันที่ 8-10 พ.ย. และเตรียมการตั้งอนุกรรมาธิการชุดต่างๆ และวางแนวทางการทำงาน เพื่อให้ กมธ.ชุดต่างๆ ด้วย
เปิดตัวสภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป
ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ถนนราชดำเนิน กลุ่มเครือข่ายและองค์กรภาคประชาชนและองค์กรชุมชน 30 หน่วยงาน แถลงการจัดตั้งสภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป (สชป.) โดยนายจินดา บุญจันทร์ และ นางลาวัลย์ งามชื่น เป็นตัวแทนอ่านแถลงการณ์ สชป. ฉบับที่ 1/2557 ปฏิรูปประเทศไทย ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มอำนาจประชาชน ว่า สชป.จะทำหน้าที่ระดมความคิดเห็น จัดทำข้อเสนอต่อการปฏิรูปประเทศและการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างเป็นอิสระ
ทั้งนี้เห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องให้คนไทยเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย เพื่อลดการเหลื่อมล้ำ เพิ่มอำนาจประชาชน ด้วยการมีสภาพลเมือง ทำหน้าที่กำกับตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ อย่างไรก็ตามคำสั่งของ คสช.ที่ 64 และ 66 ที่ระบุว่า การปราบปรามผู้บุกรุกทำลายป่าต้องไม่กระทบต่อผู้ยากไร้ที่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิม แต่ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่รัฐได้ทำการรื้อถอน จับกุมเกษตรกรที่เป็นผู้ยากไร้ ซึ่งอยู่มาก่อน จึงขอให้ยุติการกระทำดังกล่าว อย่างไรก็ตาม สชป. จะสร้างช่องทางการประสานที่ภาคประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างทั่วถึง โดยในวันที่ 24 พ.ย. จะเริ่มประชุมเป็นนักแรก ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นอกจากนี้ ตัวแทน สชป. อาทิ นายบำรุง คะโยธา ตัวแทนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ,นายประยงค์ ดอกลำใย ตัวแทนเครือข่ายปฏิรูปที่ดิน, นายศรีสุวรรณ ควรขจร คณะกรรมการประสานงานองค์กรเอกชน (กป.อพช.ชาติ) ร่วมเปิดวงเสวนา "จับชีพจรสถานการณ์ การปฏิรูปภาคประชาชน" พร้อมทั้งกล่าวว่า จะไม่ปล่อยให้การปฏิรูปผูกขาดจากรัฐฝ่ายเดียว โดยจะปฏิรูปจากสิทธิชุมชน การมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรง เชื่อว่าปัญหายังมีอีกหลายด้านที่ สปช. ยังไม่เข้าใจ เช่น เรื่องคนชายขอบ ชาติพันธุ์ หรือที่ดินทำกิน ส่วนการจัดการทรัพยากรทางอาหารควรให้คนในชุมชนบริหารจัดการด้วยตัวเอง พร้อมทั้งปลดล็อกอำนาจต่างๆ ทั้งภาครัฐและกลุ่มทุนที่คุกคาม





