ปฏิรูปสิ่งแวดล้อม ให้เห็นรูปธรรมใน1ปี?

ปฏิรูปสิ่งแวดล้อม ให้เห็นรูปธรรมใน1ปี?

(รายงาน) บัณฑูร: ปฏิรูปสิ่งแวดล้อม ทำอย่างไรให้เห็นรูปธรรมใน 1 ปี

พลันที่เปิดชื่อสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จำนวน 250 คนออกมา ผู้คนในสังคมโดยมากมักจับจ้องไปที่ตัวบุคคลและประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการเมือง

อาจเป็นเพราะคนส่วนใหญ่สัมผัสได้ว่าปัญหาความขัดแย้งแตกแยกทางการเมืองเป็นปัญหาใหญ่และสำคัญที่สุดของประเทศไทย ณ เวลานี้

ทว่าแท้ที่จริงแล้วเกือบทุกปัญหา หรืออย่างที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แบ่งประเด็นการปฏิรูปเอาไว้กว้าง 11 ประเด็น 11 ด้าน จะว่าไปทุกด้านก็เกี่ยวโยงถึงกันหมด และแทบจะไม่มีด้านไหนสำคัญเร่งด่วนกว่าด้านอื่นๆ

รวมถึงด้านสิ่งแวดล้อมด้วย!

ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหนึ่งใน สปช.ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าไปในด้าน "สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม" ยืนยันข้อสังเกตข้างต้นได้เป็นอย่างดี

"ผมตั้งเอาไว้เป็นเนื้อหา 3 ข้อใหญ่ๆ ซึ่งมันสามารถนำไปเชื่อมโยงกับหัวเรื่องสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ได้" ดร.บัณฑูร ซึ่งมีอีกสถานะหนึ่ง คือ แกนนำเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป หรือ อาร์เอ็นเอ็น เริ่มต้นอธิบายถึงปัจจัยที่นำไปสู่การปฏิรูป และประเด็นที่ต้องปฏิรูปให้เห็นผลใน 1 ปี

"ประการแรก เรื่องเครื่องมือที่เป็นการตัดสินใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม หมายถึงสิ่งที่เราเรียกว่ารายงานสิ่งแวดล้อมทางชีวภาพ อันนี้เป็นเครื่องมือที่เราใช้เป็นหลัก แต่ปัจจุบันมันมีปัญหาในตัวเองมาก เพราะความไม่ไว้วางใจ ความขัดแย้งกันระหว่างชุมชนกับเจ้าของโครงการ ปัญหาในเรื่องการติดตาม ตรวจสอบ ปฏิบัติ ตรงนี้นำมาสู่การรื้อระบบกันใหม่ ทั้งการจัดทำ การพิจารณา การติดตาม และการปฏิบัติตามหลักผลกระทบสิ่งแวดล้อม"

"ขณะเดียวกันเราต้องการเครื่องมือใหม่ด้วย เพราะในตอนต้นเป็นการปฏิรูปเครื่องมือเดิมที่มีอยู่ ที่นี้ตัวเครื่องมือใหม่นั้น เราเรียกว่าการประเมินสิ่งแวดล้อมทางยุทธศาสตร์ ซึ่งจะมาช่วยในการมองภาพ การตัดสินใจในเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ไม่ได้ดูในรายโครงการ แต่ดูในลักษณะของพื้นที่ ทั้งลุ่มน้ำ ทั้งจังหวัด หรือทั้งชายฝั่ง ดูเป็นภาพรวม ทุกโครงการ ทีละโครงการ ซึ่งรูปแบบนี้มีใช้กันในหลายประเทศ ที่ผ่านมาในบ้านเราก็มีการนำมาใช้บ้าง แต่ยังไม่มีประสิทธิภาพ ต้องมีการปรับแก้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น"

"ประการที่สอง เป็นเรื่องการกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเกี่ยวเนื่องกันไปในภาพรวมของด้านสิ่งแวดล้อมทั้งหมด ทั้งนโยบายสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตัดสินใจเรื่องที่ดิน เรื่องป่าไม้ แร่ธาตุ ทำอย่างไรจะให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าระบบธรรมาภิบาลและความเป็นเป็นธรรมด้านสิ่งแวดล้อม"

"เวลาเราพูดถึงเรื่องธรรมาภิบาล หลักๆ จะเป็นการกำหนดนโยบายที่มีความร่วมมือ มีการมีส่วนร่วม ไม่ใช่เป็นเพียงแค่พิธีกรรม ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนของกรรมการต่างๆ คือ มีเรื่องของความโปร่งใส การเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับการตัดสินใจ ผลที่ใช้ในการตัดสินใจต้องเปิดเผย สามารถอธิบายกับสังคมได้ แล้วแกนหลักของธรรมาภิบาลเกิดได้ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ กรอบนิติรัฐ คือต้องอยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ การตัดสินใจต้องไม่ไปลิดรอนกรอบกติกาในหลักเสรีภาพ"

"ประการที่สาม เป็นเรื่องระบบกฎหมายและโครงสร้างด้านสิ่งแวดล้อม ประเทศเรามีกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ 50 ฉบับ แต่ปีหนึ่งจะปฏิรูปกฎหมายทั้ง 50 ฉบับมันคงเป็นไปไม่ได้ เราก็เลือกกฎหมายที่ดูเป็นตัวเชื่อมโยงกับเรื่องสิ่งแวดล้อมด้านอื่นๆ ได้ จึงมีการใช้กฎหมายที่เป็นแกนหลักคือ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ผ่านมา 22 ปี สถานการณ์ต่างๆ เปลี่ยนไปเยอะ กฎหมายฉบับนี้ต้องแก้"

"นอกจากนั้นเราต้องการกฎหมายที่เน้นเรื่องสิทธิชุมชนและทรัพยากร ต้องผลักดันออกมาให้ได้ เพราะมีประเด็นรองรับในรัฐธรรมนูญ และจะเป็นตัวที่เข้าไปตัดขวางกับเรื่องการใช้ทรัพยากรไว้ว่าจะเป็นประเภทใดของทรัพยากร"

"สุดท้ายจะเป็นเรื่องเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ของสิ่งแวดล้อม จะเป็นตัวที่อุดช่องโหว่ของการสั่งการ ควบคุม เราก็จะมีเครื่องมือใหม่ในการควบคุม เช่น ภาษีสิ่งแวดล้อม ภาษีคาร์บอนไดออกไซด์ การสร้างแรงจูงใจให้เปลี่ยนมาดูแลสิ่งแวดล้อม และได้ประโยชน์ตอบแทน ใครที่ทำธุรกิจสิ่งแวดล้อมหรือธุรกิจสีเขียว ก็ควรจะได้สิทธิพิเศษบ้าง ตัวนี้มีทั้งในแง่จูงใจและในแง่ลงโทษ"

"กฎหมายทั้ง 50 ฉบับที่ผมกล่าวถึง ถ้าขัดแย้งกับกฎหมายหลัก ก็ให้มายึดโยงใช้กฎหมายตัวนี้ เราก็จะสามารถอธิบายได้ว่า ภายใน 1 ปี แทนที่เราจะต้องไปแก้กฎหมายทั้ง 50 ฉบับ เรามาทำกฎหมายที่เป็นตัวยึดโยงหรือเชื่อมโยงกฎหมายอื่นๆ ให้แล้วเสร็จ แล้วกฎหมายอื่นๆ ก็ค่อยทยอยแก้หลังจาก 1 ปี"