ปธ.ทำงานปฏิรูปการเมืองหนุนยุทธศาสตร์ชาติ ของ"วปอ.56"ปมต้องมีคนเก่ง-ดีเข้าสู่อำนาจ เชื่อปฏิรูปรอบนี้สำเร็จแน่
นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฐานะประธานคณะทำงานปฏิรูปด้านการเมือง ตามมติของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เปิดเผยว่าในวันที่ 17 ก.ย. เวลา 16.00 น. คณะทำงานได้นัดประชุมรอบแรกเพื่อหารือและวางกรอบศึกษา เบื้องต้นตนได้มอบหมายให้นายบุญส่ง อัครธรรมกุล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายศิษย์เก่าสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินการศึกษาตามกรอบ 3 ด้าน คือ การเลือกตั้ง, พรรคการเมือง และคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้จะนำผลการศึกษาที่มีอยู่ อาทิ ส่วนของสถาบันพระปกเกล้า, ร่างการปฏิรูป ที่ทำโดย นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกฯ , นายคณิต ณ นคร ประธานกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.), นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส เป็นต้นมาศึกษา คาดว่าจะใช้เวลาศึกษาประมาณ 1 เดือน ถึง 1 เดือนครึ่ง ก่อนที่จะนำเสนอต่อ ทปอ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ส่วนข้อเสนอปฏิรูปประเทศที่มาจากคณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) 2556 ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง โดยเฉพาะการคัดเลือกบุคคลที่เก่ง และดีเข้าสู่อำนาจนั้น ถือเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายเห็นตรงกัน แต่ท้ายสุดจะได้ข้อสรุปเช่นไรขึ้นอยู่กับที่ประชุมจะพิจารณาและลงมติร่วมกัน อย่างไรก็ตามตนขอปฏิเสธการเสนอตัวเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในโควต้าของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาต (สนช.) เพราะเคยผ่านการยกร่างรัฐธรรมนูญมาแล้วถึง 2 ฉบับ ทั้งนี้ตนเห็นว่ายังมีบุคคลที่มีความเหมาะสมต่อการเข้ามายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เช่น นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า, นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อดีตอธิการบดีสถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เป็นต้น
นายสมคิด กล่าวว่า ไม่เป็นห่วงต่อประเด็นที่จะนำแนวทางปฏิรูปที่เคยมีการศึกษามาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม เพราะก่อนหน้านี้ที่แนวทางการปฏิรูปไม่สามารถนำมาปฏิบัติใช้จริงได้ เพราะยังไม่เคยมีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ปัจจุบันการปฏิรูปที่ดำเนินการนั้น มาพร้อมกับการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงเชื่อว่าข้อกังวลดังกล่าวไม่มีปัญหา
ด้านนายโคทม อารียา ผู้อำนวยการศึกษาสันติวิธีและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล ฐานะประธานคณะทำงานปฏิรูปด้านการต่อต้านการคอร์รัปชั่น กล่าวว่าคณะทำงานได้มีการหารือและวางกรอบการปฏิรูปแล้วคือ จะให้องค์กรที่เกี่ยวข้อง อาทิ สถาบันการศึกษา, มหาวิทยาลัย, องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.), คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.), พรรคการเมือง ร่วมจัดตั้งและเครือข่ายภายในองค์กรของตนเอง เพื่อดำเนินการตรวจสอบและกำกับองค์กรของตนเองในเรื่องต่างๆ ให้มีความโปร่งใส โดยเครือข่ายภายในองค์กรดังกล่าวต้องประกอบด้วยภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น เครือข่ายมหาวิทยาลัย จะมีสมาชิกองค์กรที่ประกอบด้วย อาจารย์, นักศึกษา, ข้าราชการหรือพนักงานของสถาบัน ส่วนแนวทางปฏิบัตินั้นคณะทำงานจะหารืออีกครั้งในการประชุมรอบต่อไป





