คสช.สั่งเร่งทำความเข้าใจประชาชน ด้านสถาบันปิโตรเลียมรับหน้านัดถก ปฏิรูปพลังงานเพื่อความปรองดอง 27 ส.ค.
นายเรืองศักดิ์ ฐิติรัตน์สกุล รองผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในขณะนี้วงการพลังงานและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีความเป็นห่วงเรื่องการให้ข้อมูลบิดเบือนก่อให้เกิดความแตกแยกทางความคิด และอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงพลังงานและเศรษฐกิจ ทาง คสช.จึงให้กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสร้างความเข้าใจ ดังนั้น สถาบันปิโตรเลียมฯ ร่วมกับหลายหน่วยงาน จัดเสวนาการปฏิรูปพลังงานเพื่อความปรองดองของชาติ ในวันที่ 27 ส.ค. โดยเชิญทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น อาทิ ตัวแทนจากโรงกลั่นน้ำมัน ผู้ค้าน้ำมัน บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นักวิชาการ หน่วยงานภาครัฐ รวมไปถึงภาคประชาชน องค์กรเอกชน เป็นต้น เพื่อนำมาเสนอรัฐบาลสำหรับใช้เป็นข้อมูลในการปฏิรูปพลังงานของประเทศ
นอกจากนี้ เตรียมเชิญตัวแทนจากต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านสร้างความตระหนักรู้ด้านพลังงานและเข้าถึงมวลชนได้กว้างขวาง โดยไม่เกิดความรุนแรงขึ้น อาทิ สหรัฐ ญี่ปุ่น เพื่อมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ในเดือนมกราคม 2558 สหรัฐเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าแม้จะผ่านวิกฤติเศรษฐกิจมากี่รอบ เช่น วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ แต่ก็ไม่ได้อุดหนุนราคาพลังงานแต่อย่างใด ในขณะที่ญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะพลังงานไม่มีในประเทศและเกิดปัญหาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รั่วไหลก็สามารถบริหารจัดการได้
“ประเทศไทยมีการผลิตพลังงานในประเทศลดน้อยลง จึงต้องเตรียมพร้อม และการสร้างความเข้าใจการตะหนักถึงปัญหา การลดการอุดหนุนพลังงานเป็นรากฐานที่สำคัญ โดยข้อมูลเหล่านี้จะรวบรวมเสนอรัฐบาลที่กำลังจะปฏิรูปโครงสร้างพลังงานและจัดเป็นแผนระยะปานกลาง” นายเรืองศักดิ์ กล่าว
นายเรืองศักดิ์ กล่าวว่า สถาบันฯ อยู่ระหว่างการศึกษาโครงการพัฒนามาตรฐานคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงในอาเซียนให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งเป็นไปตามความเห็นของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนที่ผ่านมา โดยในวันที่ 7 พ.ย. 2557 ไทยจะจัดเวิร์กช็อปการกำหนดทิศทางการพัฒนาคุณภาพน้ำมันและการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยเชิญสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ และกลุ่มบวก 6 ประเทศ คือจีน อินเดีย เกาหลี ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย มาร่วมประชุมด้วย ปัจจุบันในอาเซียนมีเพียงไทยกับสิงคโปร์เท่านั้นที่ใช้น้ำมันมาตรฐานยุโรป ยูโร 4 ส่วนประเทศอื่นใช้มาตรฐานที่ต่ำกว่า
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาสถาบันฯ ได้หารือกับกลุ่มผู้ค้าน้ำมัน โรงกลั่น และค่ายรถยนต์ในไทย มีความเห็นตรงกันว่าอาเซียนควรปรับมาตรฐานน้ำมันและรถยนต์ให้คล้ายกัน และวางโรดแมปให้ชัดเจน โดยควรผลักดันให้ใช้มาตรฐานยูโร 4 ในอาเซียน หากเห็นพ้องกันต้องใช้เวลาในการดำเนินการประมาณ 5 ปี โดยจะดำเนินการได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความห่วงใยปัญหาสิ่งแวดล้อมและเม็ดเงินลงทุนของแต่ละประเทศ
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาประเทศไทย ทางโรงกลั่นฯ ได้มีเม็ดเงินลงทุนปรับเป็นยูโร 4 นับหมื่นล้านบาท ต้นทุนน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น แต่เป็นผลดีเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน และผลการสำรวจของกรมควบคุมมลพิษพบว่า การเพิ่มมาตรฐานคุณภาพน้ำมันจะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพลงได้ถึง 56,700 ล้านบาทต่อปี





