(สัมภาษณ์พิเศษ) "สมบัติ"เล็งเสนอ คสช. ให้ปชช.เลือกนายกฯโดยตรง
การเดินหน้าคืนความสุขให้คนไทยและปฏิรูปประเทศตามนโยบายของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เดินเข้าสู่ช่วงที่ 2 ในการทำงาน ด้วยการเปิดประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) อย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา เพื่อเตรียมพร้อมเดินหน้าเข้าสู่โหมดปฏิรูปประเทศ ก่อนนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญ และการเลือกตั้งต่อไป
อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาดูการร่างรัฐธรรมนูญฉบับของ สนช. และ สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญในการเดินหน้าประเทศและสร้างความปรองดองของคนในชาติให้กลับคืนมาอีกครั้ง
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ได้มีมติที่จะนำเสนอแนวทางการปฏิรูปประเทศไทยด้านต่างๆ ตามที่ คสช.ได้ส่งหนังสือขอความร่วมมือมายังมหาวิทยาลัยทั่วประเทศให้เสนอแนะข้อมูลและแนวทางในการปฏิรูปประเทศ ซึ่งจะมีการนำเสนอแนวทางด้านต่าง ๆ ในวันที่ 15 ส.ค.นี้
ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อดีตอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า หนึ่งในคณะทำงานที่จัดทำข้อเสนอการปฏิรูปประเทศในส่วนด้านการเมือง ได้ตั้งข้อเสนอที่น่าสนใจ คือ ให้ประชาชนเป็นคนเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง รวมทั้งการให้ประชาชนเป็นเจ้าของพรรคการเมืองอย่างแท้จริง
"ที่ผ่านมานักการเมืองและพรรคการเมืองนั้น เขาอิงกับพวกนายทุน และทำให้พวกนายทุนพรรคสามารถสั่งการอะไรกับนักการเมืองได้ตามที่ต้องการ" ศ.ดร.สมบัติ ได้กล่าวเริ่มต้นการให้สัมภาษณ์อย่างตรงไปตรงมา
ในส่วนงานการจัดทำข้อเสนอในเรื่องการเมืองนั้น ศ.ดร.สมบัติ ได้เสนอให้ประชาชนสามารถบริจาคเงินให้พรรคการเมืองโดยตรง ถือเป็นการจัดสรรงบประมาณการสนับสนุนกิจกรรมทางการเมืองของแต่ละพรรค เพื่อเป็นการลดการไปอิงกับนายทุนต่างๆ ซึ่งมั่นใจว่าหากสามารถทำแบบนี้ได้เป็นรูปธรรม การที่จะทำการทุจริตต่างๆ ของนักการเมืองจะน้อยลงไปด้วย
พร้อมยกตัวอย่างของประเทศสหรัฐอเมริกา ในเรื่องการสนับสนุนเงินทุนการจัดกิจกรรมทางการเมืองและการเลือกตั้งประธานาธิบดี ที่ภาครัฐสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อเป็นการส่งเสริมการเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพ
"สิ่งที่เราคุยกันตอนนี้ หลักๆ คือเรื่องพรรคการเมือง โครงสร้างทางการเมือง และเรื่องการเลือกตั้ง ปัญหาของพรรคการเมืองคือมีการเข้ามามีบทบาทของนายทุนพรรค เราก็ทำข้อเสนอว่า ก็จัดให้ประชาชนที่ต้องเสียภาษีให้ภาครัฐ แจ้งความจำนงว่าจะบริจาคให้กับพรรคการเมืองใด เพื่อเป็นการสร้างความผูกพันระหว่างประชาชนกับพรรค และตัดปัญหานายทุนเข้ามาคุมพรรค ซึ่งในแง่นี้เราต้องการให้นักการเมืองปลอดปัญหาการทุจริต คือเราต้องการให้นักการเมืองเข้าไปทุจริต ไปผูกกับนายทุนพรรค หรือเราจะจัดสรรเงินโดยตรงให้กับนักการเมือง"
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาพวกนายทุนพรรคได้เข้ามามีบทบาทกันเกินไป จนทำให้ระบบการปกครองมีแต่ความวุ่นวายและทำไปเพื่อเอื้อประโยชน์ส่วนตัว ดังที่เห็นในการเปลี่ยนแปลงที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) รวมทั้งการมีนายกรัฐมนตรีในช่วงหลังปี 2550 จนถึงปี 2556 เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากแหล่งหรือแนวร่วมของกลุ่มนายทุนพรรคการเมืองทั้งสิ้น
"คุณลองนึกง่ายๆ ว่า อย่างนายกฯคนที่แล้ว (น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) เป็นใคร มีฐานการเมืองอย่างไร ก็ไม่มี แล้วแบบนี้มาเป็นนายกฯ ได้อย่างไร มันเหมาะสมหรือไม่ หากไม่ได้มาจากนายทุนพรรค นักการเมืองก็ไม่เลือกหรอก มันเป็นตามคำสั่ง หากเป็นต่างประเทศอย่างอเมริกา คนที่ไม่มีฐานการเมือง สังคม แบบนี้เขาจะไม่เลือกมาเป็นตัวแทนพรรคหรอก เพราะมันไม่มีใครเลือก หรืออย่างการเลือกตั้งประธานาธิบดีของเขา ถ้าคุณเป็นผู้สมัครอิสระ คุณต้องออกเงินค่าใช้จ่ายเอง รัฐไม่ช่วย แต่ของเราอย่างเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ใครนึกจะลงสมัครก็มาลงได้ เพราะเรามัวแต่ยึดหลักเสรีภาพ ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่" ศ.ดร.สมบัติ กล่าว
อดีตอธิการบดีนิด้า ยังกล่าวถึงแนวคิดอีกอย่างที่น่าสนใจ คือการเลือกนายกฯ โดยตรง โดยใช้หลักการเลือกตั้งแบบไม่มีเขตการเลือกตั้งตามแต่ละจังหวัด แต่ใช้เกณฑ์คะแนนอันดับ 1 ตามที่พรรคนั้นได้ โดยหัวหน้าพรรคการเมืองที่ได้คะแนนสูงสุด ก็เป็นนายกฯ โดยอัตโนมัติ
เมื่อสอบถามเพิ่มเติมว่า ในรูปแบบนี้มันแตกต่างกับการเลือกนายกฯ ในระบบปกติอย่างไร (เมื่อมีส.ส.แล้ว จึงทำการเสนอชื่อบุคคลที่จะให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ แล้วทำการลงคะแนนเสียงเลือกนายกฯ) ศ.ดร.สมบัติ ชี้แจงว่า ไม่เหมือนกัน ในแนวทางที่จะเสนอนี้เป็นทางเลือกที่ดีกว่าและทำให้ประชาชนมีความรู้สึกถึงการมีส่วนร่วมในทางการเมืองอย่างแท้จริง
"ถ้าคุณถามว่ามันก็เหมือนกับการเลือกนายกฯ แบบเก่าใช่ไหม งั้นผมถามกันแบบตรงๆ ว่า แล้วยิ่งลักษณ์นี้เป็นหัวหน้าพรรคหรือเปล่า ทำไมคนเป็นหัวหน้าพรรคไม่ได้เป็นนายกฯ (จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย) แต่เป็นการเข้ามาเพราะนายทุนพรรค แต่ในรูปแบบที่เราจะเสนอต่อ คสช.นั้น จะเสนอไม่ให้มีการแบ่งเขตการเลือกตั้ง แต่เป็นลักษณะปาร์ตี้ลิสต์จังหวัด ใช้การตั้งจำนวนส.ส.จากจำนวนประชากรในพื้นที่นั้นๆ เช่น จังหวัด ก. มีประชากรสักแสนคน สามารถมี ส.ส.ได้ 3 หรือ 5 คน แต่ละพรรคก็ส่งคนลงรับการเลือกตั้ง"
ศ.ดร.สมบัติ กล่าวต่อถึงข้อดีระบบดังกล่าวว่า ประการแรกจะสามารถลดการแบ่งแยกสีเสื้อได้ เพราะที่ผ่านมาการเลือกตั้งแต่ละครั้ง เราจะได้ ส.ส.เขตที่ 1 เป็นคนจากพรรคนี้ อีก 2 เขตได้ส.ส.จากพรรคนั้น เราต้องไม่ใช้แบบนี้ ตั้งสัดส่วนตามประชากรเลยดีกว่า เมื่อได้แล้วมาดูว่าพรรคไหนได้คะแนนมากที่สุด หัวหน้าพรรคนั้นก็ขึ้นเป็นนายกฯ ได้เลยอัตโนมัติ
"ถ้ายังมัวเลือกในรูปแบบเดิมๆ มันก็เข้าสู่รูปแบบเดิม ส.ส.เลือกนายกฯ ตามความต้องการของนายทุนพรรค และแบบนี้เราจะสามารถกันพวกนายทุนพรรคออกจากการเมืองได้อย่างไร"
แล้วความเป็นไปได้ที่จะได้ ส.ส.ตามแนวทางที่เสนอ จะเป็นไปได้หรือไม่ ศ.ดร.สมบัติ อธิบายว่า อยู่ที่ตัวนักการเมืองและพรรคเอง เพราะถ้าพรรคการเมืองทำสิ่งที่เหมาะสมและถูกต้อง ประชาชนก็จะเลือกเอง ไม่ได้มีอะไรที่ยากเกินความสามารถและจะทำให้คนดีมีฝีมืออยากเข้ามาร่วมงาน
"ถ้าคุณยังมักง่าย ทำให้ประชาชนไม่ศรัทธา ไปผูกกับนายทุนพรรค ปฏิบัติตามคำสั่งนายทุนพรรค ไม่สนใจประชาชน การเมืองบ้านเราก็จะกลับไปเป็นแบบเดิมอีก เพราะฉะนั้นพรรคการเมืองต้องทำงานหนัก ต้องดึงคนดีที่มีความมุ่งมั่นมาทำงานให้ประเทศให้ได้"





