"จีนกับสหรัฐจะมีท่าทีขัดแย้งกัน แต่เอกชนของทั้งสองประเทศกลับทำธุรกิจร่วมกันเยอะมาก" สุรเกียรติ์ เสถียรไทย
"ปัญหาข้อพิพาทในทะเลจีนใต้นั้น แท้ที่จริงแล้วเป็นการเมืองเรื่องพลังงาน ไม่ใช่เรื่องอื่นเลย ฉะนั้นถ้าเราเกาให้ถูกที่คันก็จะแก้ได้ และจะเป็นหนทางที่จะก้าวไปข้างหน้า หรือ The way forward ถ้าถามว่าตอนนี้เห็นแสงสว่างที่ปลายถ้ำหรือยัง ก็ต้องบอกว่าเห็นแล้ว และนี่เป็นหนทางไปสู่แสงสว่างนั้น"
คือคำกล่าวที่เปี่ยมไปด้วยความหวังของ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เกี่ยวกับปัญหาข้อพิพาทหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ ซึ่งทุกฝ่ายกำลังวิตกว่าถ้าคลี่คลายกันได้ไม่ดี จะส่งผลเป็นการลดทอนความเชื่อมั่นของอาเซียน และการรวมตัวกันในฐานะประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปลายปี 2558 ด้วย
นายสุรเกียรติ์ เข้าไปเกี่ยวข้องกับปัญหาทะเลจีนใต้ในหมวกของ ประธานคณะมนตรีเพื่อสันติภาพและการปรองดองแห่งเอเชีย (Asian Peace and Reconciliation Council) หรือ เอพีอาร์ซี ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือน ก.ย.2555 โดยมีคณะมนตรีชุดก่อตั้งรวม 15 คน ล้วนเป็นอดีตผู้นำและบุคคลสำคัญจากหลายภูมิภาค วัตถุประสงค์สำคัญก็เพื่อเป็นองค์กรที่ไม่ใช่รัฐ เข้าไปมีบทบาทแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและประเด็นข้อพิพาทต่างๆ บนโลกใบนี้
และปัญหาแรกที่เข้าไปจับกระทั่งส่งผลเป็นรูปธรรมระดับหนึ่ง คือ ปัญหาข้อพิพาทในทะเลจีนใต้
สร้างช่องทางความร่วมมือ ศก.
ช่วงต้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา เอพีอาร์ซี ภายใต้การนำของ นายสุรเกียรติ์ รุกหนักด้วยการจัดประชุมโต๊ะกลมเรื่อง "ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในทะเลจีนใต้" หรือ Functional Cooperation ที่นครย่างกุ้ง ประเทศเมียนมาร์ จากนั้นได้เข้าพบกับประธานาธิบดี เต็ง เส่ง ในฐานะประธานอาเซียน และเดินทางต่อไปพบกับผู้นำระดับสูงของจีน ทั้งรัฐมนตรีต่างประเทศ และ รองประธานาธิบดี หลี่ หยวนเฉา ซึ่งได้รับมอบหมายจากประธานาธิบดี สี จิ้นผิง
"เรื่องทะเลจีนใต้เริ่มมีความคืบหน้าไปในทิศทางที่มีความหวังขึ้นบ้าง แต่ด้วยการดำเนินการทางการทูตแบบไม่เป็นข่าว จึงไม่ได้มีการแถลงอะไรก่อนหน้านี้" นายสุรเกียรติ์ บอก
เขาขยายความว่า สิ่งที่จะเป็นทางออกของปัญหา คือ ความร่วมมือที่เป็นไปได้ หรือ ฟังก์ชันนัล คูเปอเรชัน (Functional Cooperation)
"เมียนมาร์เป็นประธานอาเซียน คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่ให้มีเรื่องทะเลจีนใต้อยู่ในวาระการประชุม ด้วยเหตุนี้บทบาทของเมียนมาร์จึงมีความสำคัญมาก เอพีอาร์ซีจึงไปจัดประชุมโต๊ะกลมเมื่อวันที่ 3 ก.ค. มีบุคคลระดับสูงจากประเทศต่างๆ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ และภาคเอกชนไปหารือกัน ที่ประชุมเห็นตรงกันให้เมียนมาร์ ชาติอาเซียน และจีน สร้างลู่วิ่ง หรือ แทรค (Track) ใหม่ในการพูดคุยคลี่คลายปัญหา"
นายสุรเกียรติ์ บอกว่า ที่ผ่านมาปัญหาทะเลจีนใต้คุยกันแค่ 2 ลู่ หรือ 2 แทรค เท่านั้น คือ
แทรค 1 เป็นเวทีระดับประเทศ คุยกันแต่เรื่องอธิปไตย การอ้างสิทธิทางกฎหมายเรื่องเส้นเขตแดนทางทะเล ซึ่งคงเถียงกันไปอีกนาน
แทรค 2 คุยกันเรื่องปฏิญญา หรือแนวปฏิบัติของแต่ละรัฐ (Code of conduct) แต่ก็ยังต้องคุยกันอีกนาน เพราะถกเถียงกันในรายละเอียดมาก เช่น จะใช้คำวาเจรจา (negotiation) หรือหารือ (consult) เรื่องแบบนี้จากประสบการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่อื่นๆ ของโลก เชื่อว่าไม่จบง่าย แต่ปัญหาทะเลจีนใต้รอไม่ได้แล้ว เพราะสถานการณ์ในพื้นที่จริงทำท่าจะตีกัน
ฉะนั้นต้องช่วยกันสร้าง แทรค 3 คือ Functional Cooperation ซึ่งหมายถึงความร่วมมือที่เป็นไปได้ ที่ผ่านมาการเจรจาในช่องทางแบบนี้เคยประสบความสำเร็จมาแล้ว ทั้งกรณีออสเตรเลียกับติมอร์, มาเลเซียกับอินโดนีเซีย และมาเลเซียกับไทย โดยเฉพาะโมเดลเจดีเอ (พื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย) ที่มีการลงทุนขุดเจาะก๊าซธรรมชาติร่วมกันระหว่างสองประเทศในพื้นที่ทับซ้อนไหล่ทวีปในเขตทะเลอ่าวไทย
"จีน"เปิดไฟเขียว
"มันมีรูปแบบธุรกิจ หรือ Business models มากมายที่ไม่ต้องเผชิญหน้ากัน ส่วนประเด็นที่ทุกประเทศคุยกันไม่รู้เรื่อง คือ เส้นเขตแดนทางทะเล คำถามคือทำไมเราไม่พูดถึงความร่วมมือบางอย่างที่ทำร่วมกันได้ก่อน เช่น ข้อตกลงทำประมงร่วมกัน อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเลร่วมกัน หรือทำเป็นพื้นที่พัฒนาร่วม อย่าง เจดีเอ ไทย-มาเลเซีย แม้จะสำเร็จไปนานแล้ว นำก๊าซขึ้นมาแบ่งกันแล้ว แต่เรื่องเส้นเขตแดนก็ยังเจรจากันทุกปี และไม่ได้ทะเลาะกัน"
นายสุรเกียรติ์ บอกอีกว่า เมื่อนำไอเดียนี้ไปคุยกับผู้นำทุกประเทศ ทั้งประเทศที่มีสิทธิเรียกร้องในทะเลจีนใต้ ได้แก่ จีน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย และประเทศที่ไม่มีสิทธิเรียกร้องอย่าง สิงคโปร์ เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา ทุกประเทศล้วนให้ความสนใจ
"เมื่อไม่ใช่การพูดใส่ไมค์ข้ามทวีปหรือข้ามประเทศ แต่เล่าให้กันและกันฟังว่าอีกฝ่ายคิดอะไร แล้วเอาสิ่งที่ฝ่ายนี้คิดกลับไปบอกอีกฝ่าย โดยสถานะของ เอพีอาร์ซี ไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง เขาก็สบายใจที่จะพูด เพราะ เอพีอาร์ซี ไม่ได้เป็นประเทศ จึงอาจแก้ปัญหาได้ ขณะนี้หลายประเทศ รวมทั้งจีนขอให้เราส่งข้อตกลงไทย-มาเลเซียไปให้ดู ทางเอพีอาร์ซีก็ส่งไปให้ และคิดว่าน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการหาทางออกร่วมกันได้"
นายสุรเกียรติ์ เล่าต่ออีกว่า หลังจากประชุมโต๊ะกลมวันที่ 3 ก.ค. ถัดจากนั้นคือวันที่ 4 ก.ค. ได้พบประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ก็ได้รายงานให้ทราบในนามเอพีอาร์ซี ขอให้เมียนมาร์ในฐานะประธานอาเซียนเสนอในที่ประชุมอาเซียน และอาเซียน-จีน ถ้าแทรค 3 คุยกันได้ จะนำไปสู่แทรค 2 ให้ง่ายขึ้นด้วย เพราะเป็นกลไกสร้างความเชื่อมั่นเชื่อใจอย่างหนึ่ง
จากนั้นวันที่ 10 ก.ค.ได้พบกับรองประธานาธิบดีจีน ปรากฏว่าจีนก็เปิดไฟเขียวให้เอพีอาร์ซีทำงานต่อไป และจีนให้ความเห็นชอบในเรื่องการให้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
"การสร้างลู่วิ่งที่ 3 นี้ จีนมีท่าทีเห็นด้วย โดยบอกว่าจีนสนับสนุนข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ และเป็นความร่วมมือระหว่างกัน แต่สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นย้ำก็คือ เมื่อคุยกันแล้วต้องไม่กลับไปประเด็นอธิปไตยทันที แต่ควรศึกษาวิธีคิดทางธุรกิจ เพราะแม้แต่ เติ้ง เสี่ยวผิง อดีตผู้นำหมายเลข 1 ของจีน ยังเคยพูดว่าบางเรื่องเราต้องเอาอธิปไตยวางไว้บนหิ้งสักพัก แล้วดูว่าเรื่องไหนที่พอคุยกันได้ ยอมรับกันได้ ส่วนเรื่องอธิปไตยอาจให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานไปแก้"
"ความคืบหน้าทั้งหมดนี้ผมได้เรียนท่านสีหศักดิ์ (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ) ว่าสามารถเดินหน้าในการประชุมอาเซียน-จีนในระดับรัฐมนตรีเดือนหน้า และระดับผู้นำ (ประชุมสุดยอด) ช่วงปลายปีได้เลย เพราะไทยเป็นผู้ประสานงานอาเซียน-จีนในปีนี้ ซึ่งจริงๆ แล้วในประกาศเจตนารมณ์ของอาเซียนเรื่องทะเลจีนใต้ พูดง่ายๆ คือในแทรค 1 ก็เปิดช่องทางให้มีการพูดคุยเรื่องความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ซึ่งเราอาจจะหยิบจุดนี้มาใช้เพื่อเริ่มต้นคุยในแทรค 3 เพราะเมื่อภาครัฐของแต่ละประเทศเห็นชอบ ก็จะมีความหมายต่อแทรค 3 ที่จะเกิดขึ้นจริงด้วย"
ดึงเอกชนสหรัฐร่วมวงคุย
กับบทบาทของมหาอำนาจนอกอาเซียนอย่างสหรัฐ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับประเด็นทะเลจีนใต้นั้น นายสุรเกียรติ์ บอกว่า ท่าทีของจีนพูดค่อนข้างชัดว่า มีประเทศนอกภูมิภาคที่มีพลังเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งจีนมองว่าจีนกับอาเซียนควรแก้ปัญหาของตัวเอง ไม่ควรดึงคนนอกเข้ามาเกี่ยว
"แต่ผมกลับเห็นต่างในประเด็นนี้ว่าควรดึงสหรัฐเข้ามาร่วมด้วยเลย แต่ไม่ใช่ในบริบทของรัฐบาล ควรเป็นภาคเอกชน เพราะมีนักลงทุนจำนวนมากที่ลงทุนในเอเชียหรือในอาเซียนอยู่แล้ว อาจจัดเวทีร่วมกับภาควิชาการ คนกลุ่มนี้มีความเข้าใจปัญหา และจีนน่าจะยอมรับได้ อย่าลืมว่าแม้ในระดับชาติจีนกับสหรัฐจะมีท่าทีขัดแย้งกัน แต่เอกชนกับเอกชนของทั้งสองประเทศกลับทำธุรกิจร่วมกันเยอะมาก"
ขณะที่บทบาทของไทยนับจากนี้ คือการเล่นบท "สะพานเชื่อม" ระหว่างชาติอาเซียนด้วยกัน และอาเซียนกับชาติมหาอำนาจ โดย นายสุรเกียรติ์ บอกว่า ที่ผ่านมาไทยอ่อนแอเกินไปที่จะเล่นบทนี้จากปัญหาการเมืองภายใน ทำให้ทั้งจีน อาเซียน และสหรัฐต่างก็หนักใจ เพราะทุกฝ่ายต่างคาดหวังให้ไทยเป็นสะพานเชื่อมระหว่างกัน ก็หวังว่าการเปลี่ยนแปลงภายในของไทยในครั้งนี้ จะทำให้ไทยก้าวเดินไปข้างหน้าในบทบาทที่ถนัดได้อย่างเต็มภาคภูมิ





