วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

จะปฏิรูปอย่ายึดติด'คนหน้าเดิม'

"พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ"ระบุจะปฏิรูปอย่ายึดติด"คนหน้าเดิม" ปรองดองไม่ใช่แค่"กินข้าว-ดูหนัง"

ผ่านมาเดือนเศษของการเข้าควบคุมอำนาจการปกครองโดย คสช. หรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ชิ้นงานตามโรดแมพที่ได้ประกาศไว้เริ่มปรากฏเป็นรูปเป็นร่าง เช่น ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) รัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งเมื่อประกาศใช้ก็จะได้เห็นองค์ประกอบ โครงสร้าง และวิธีการได้มาซึ่งคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสภาปฏิรูปแห่งชาติ

องค์กรที่ร่วมทำงานกับ คสช.ค่อยๆ เริ่มเปิดตัว หนึ่งในนั้นคือ "สถาบันพระปกเกล้า" ซึ่งรับงานเกี่ยวกับการปฏิรูปการเมืองอันถือเป็นงานถนัด และทำวิจัยรวมทั้งข้อเสนอเอาไว้มากมาย

แต่ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเดินตามโรดแมพประเทศที่วางเอาไว้ ชาติตะวันตกโดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป กลับกดดันต่อต้านไทย อันสืบเนื่องมาจากจุดยืนที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร

ทางสองแพร่งที่เป็นอนาคตของประเทศ ระหว่างโรดแมพ "ปฏิรูป-ปรองดอง" ที่เป็นความหวังของผู้คนจำนวนไม่น้อย ท่ามกลางแรงกดดันของชาติตะวันตก จะทำให้รัฐนาวาของไทยเป็นอย่างไร ลองไปอ่านมุมมองของ พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ผู้ที่เชี่ยวชาญทั้งงานการทหาร การเมือง และการปรองดอง

O แรงกดดันจากสหรัฐอเมริกาจะส่งผลกับทิศทางการเมืองของบ้านเราอย่างไร เพราะในอีกด้านหนึ่งก็มีท่าทีสนับสนุนของจีนและชาติอาเซียนด้วยกัน?

อย่าได้ไปกังวลเลย เพราะนี่คือโอกาสของประเทศไทย ไม่ใช่อุปสรรค โอกาสที่จะเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าเราไม่จำเป็นต้องเดินตามอเมริกาตลอดเวลา ถึงแม้จะถูกต่อว่าทำนองว่า ถ้าเราเดินแบบนี้ ไทยเป็นพวกที่ใช้ไม่ได้ เราก็ต้องเดินต่อไปเพื่อเป้าหมายของเรา แต่เดินแล้วต้อง 1.อนาคตของประเทศต้องดีขึ้น 2.ต้องพึ่งตัวเองมากขึ้น และ 3.เราต้องเดินไปให้ถึงเป้าหมายที่เราคิดว่าถูกต้อง แต่ไม่ใช่ให้ประเทศอื่นมาชี้นำเรา ถ้าทำได้ 3 อย่างนี้จะดีกับประเทศ

ท่าทีของอเมริกา ผมอยากบอกว่าอย่าได้ไปกังวล ตลาดอเมริกา 200 กว่าล้านคน ตลาดยุโรป 700 ล้านคน มันน้อยมาก เพราะตลาดจีน 1,300 ล้านคน ตลาดอินเดีย 1,200 ล้านคน ตลาดอินโดนีเซีย 200 ล้านเกือบ 300 ล้านคน และตลาดอาเซียน 600 ล้านคน แค่ 3 ตลาดนี้ก็เกินพอแล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมานักธุรกิจเราไม่เดินตามตลาดพวกนี้ต่างหาก มักจะทำอะไรซ้ำๆ แบบเดิม มักจะกินของเดิมๆ มันถึงเวลากินของใหม่ได้แล้ว

O การที่จีนแสดงท่าทีสนับสนุนไทยอย่างชัดเจนแบบนี้ จะมีปัญหากับอเมริกาในอนาคตหรือไม่?

จริงๆ แล้วเป็นเพราะอเมริกาเป็นคนบังคับให้เราทำ ที่ผ่านมาบังคับให้เราทำตาม ประเทศเราถึงแหลกเหลวแบบนี้ แล้วอเมริการับผิดชอบไหม ก็ไม่รับผิดชอบ จีนไม่ได้แสดงออกนอกหน้า แต่จีนเสมอต้นเสมอปลาย ผมเคยพบรองประธานประเทศจีนมาแล้ว เขาบอกเลยว่าไทยกับจีนมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เขาบอกว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงรู้จักบ้านเขามากกว่าเขา เสด็จไปพื้นที่ต่างๆ มากกว่าที่เขาไป คนจีนยอมรับคนไทยมาก แต่คนไทยต่างหากที่ไม่ใช้จีนเป็นโอกาส เพราะเราไปติดตำราฝั่งอเมริกาที่มองว่าจีนเป็นภัยคุกคาม แต่จีนกำหนดยุทธศาสตร์และเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญเลยว่า จีนจะไม่นำกำลังทหารไปอยู่นอกประเทศ ผิดกับสหรัฐ

O กลับมาเรื่องปฏิรูป ทางสถาบันพระปกเกล้าเข้าไปรับหน้าที่จัดเวทีปฏิรูปให้กับ คสช.ได้อย่างไร?

คสช.ได้มอบหน้าที่ให้ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานคณะทำงานเตรียมการเข้าสู่การปฏิรูป ขณะที่กองทัพบก (ทบ.) และ กอ.รมน. (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร) มีศูนย์ปรองดรองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป แล้วเขาก็เชิญหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งสถาบันพระปกเกล้า เข้าไปร่วม อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันฯ จึงมอบหมายให้ทีมงานนำข้อมูลเรื่องการปรองดองที่เราเคยทำไปร่วมประชุม

ในส่วนของการจัดเวทีแสดงความคิดเห็นของกระทรวงกลาโหม มีวาระอยู่ 4 เวที จึงได้ขอความร่วมมือให้สถาบันฯจัดเวทีตรงนี้ จึงได้ให้สำนักวิจัยและพัฒนาของ อาจารย์ถวิลวดี (ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า) เป็นผู้ดำเนินการ ทำหน้าที่วิทยากร โดยเขามีประเด็นให้ทางเราอยู่ 3-4 ประเด็น เช่น เรื่องการเข้าสู่อำนาจ ที่มาของ ส.ส.และ ส.ว.จะเป็นแบบไหน ทางเราก็มีหน้าที่รับฟังความคิดเห็นของกลุ่มต่างๆ และสรุปผลการประชุมให้เขา

O เท่าที่ได้รับฟัง พอมองเห็นเป็นรูปเป็นร่างบ้างหรือยัง?

ยังไม่สามารถสรุปได้ เพราะมันยังมีความเห็นที่ไม่ตกผลึกพอ เช่น จะให้มีสภาเดียวหรือ 2 สภา ถ้าสภาเดียว ก็ไม่ต้องมี ส.ว. อย่างนี้จะได้ไหม รวมถึงที่มาของ ส.ส. จะมาจากการเลือกตั้งกี่ระบบ ตรงนี้ยังไม่สามารถตอบได้ เพราะต้องรวมผลการรับฟังจากทั้งประเทศว่าประชาชนส่วนใหญ่มีความคิดเห็นอย่างไร ส่วนที่สถาบันฯศึกษาเอาไว้ก่อนแล้วก็มี แต่เป็นคนละส่วนกัน ต้องดูว่าจะนำมาเชื่อมกันได้หรือไม่ ที่สำคัญเราจะทำให้ลงลึกมากขึ้นกว่าที่ คสช.ทำในช่วงก่อนหน้านี้ เราจะลงในรายละเอียดที่ลึกและเป็นรูปแบบที่ชัดเจน มีการส่งทีมงานลงไปวิจัยพื้นที่ และเสนอประเด็นต่างๆ ต่อสภาปฏิรูปเป็นระยะ

O ถ้าถามความเห็นส่วนตัว คิดว่าการปฏิรูปครั้งนี้ควรจะทำเรื่องอะไรบ้าง?

โครงสร้างทางการเมืองคงต้องทำใหม่ แบบเก่ามันใช้ไม่ได้ เช่น ตอนนี้มีความคิดว่าเราจะมี ส.ว.กับองค์กรอิสระอย่างไร เพราะมันทำหน้าที่เหมือนกันคือการตรวจสอบ ถ้าจะเอาทั้งสองอย่าง ผมมองว่าถ้าจะให้องค์กรอิสระทำงานแบบที่ผ่านมาคงไม่ได้ คือถ้าจะอิสระ มันต้องอิสระจริงๆ แต่ไม่สามารถทำอะไรตามอำเภอใจหรือในแบบที่ตัวเองคิดไม่ได้ ที่สำคัญคือการใช้อำนาจตุลาการหรือกึ่งตุลาการ องค์กรอิสระไม่ควรมีอำนาจตรงนี้ ไม่ควรสอบเอง ตัดสินเอง

พูดง่ายๆ คือควรทำหน้าที่เหมือนอัยการมากกว่า หาข้อเท็จจริงต่างๆ แล้วนำไปสู่การฟ้องร้อง จะผิดไม่ผิดขึ้นอยู่กับศาล

นอกจากนั้นยังควรมีองค์กรอิสระเข้าไปกำกับดูแลหน่วยงานต่างๆ ยกตัวอย่าง ผู้ตรวจการแผ่นดิน เมื่อก่อนเป็นผู้ตรวจการรัฐสภา ซึ่งตอนเป็นผู้ตรวจการรัฐสภาก็ดีแล้ว เพราะจะเป็นมือไม้ของรัฐสภาในการเข้าไปตรวจสอบเรื่องต่างๆ ผมเคยไปดูงานที่เยอรมนี เขามีการตั้งผู้ตรวจการทหารของรัฐสภาด้วย อันนี้น่าจะช่วยเสริมความเข้มแข็งของรัฐสภาได้

สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นคือ แยกอำนาจและถ่วงดุลให้ชัด อำนาจในการกำหนดทิศทางประเทศ กับอำนาจในการจัดสรรงบประมาณ ควรแยกจากกัน คือถ้ามีอำนาจในการกำหนดทิศทางประเทศแล้ว ต้องไม่จัดสรรเงิน รัฐบาลเข้ามาแล้ว ถ้าจัดเงิน คุณต้องไม่มีอำนาจในการกำหนดทิศทางประเทศ อำนาจในการกำหนดงบประมาณให้ขึ้นอยู่กับรัฐสภาเท่านั้น

O แล้วเรื่องทิศทางการปรองดอง คิดว่าถูกทิศถูกทางหรือยัง?

การสร้างความปรองดองต้องทำอย่างต่อเนื่อง และต้องมีไปเรื่อยๆ จนมีรัฐบาลใหม่ อาจจะต้องอยู่ในกฎหมายเลย ต้องเปิดพื้นที่ให้กับประชาชน สิ่งที่ควรทำคือต้องทำระดับล่างให้มาก เพื่อให้ได้มีการเรียนรู้ เช่น ถ้าใครเคยบริจาคให้พรรคการเมืองนั้น เพราะจะให้พรรคการเมืองไปให้ความรู้เรื่องประชาธิปไตย แต่ถามว่าที่ผ่านมาไม่เคยเห็นพรรคการเมืองไหนให้ความรู้ประชาธิปไตยกับประชาชนบ้าง มีแต่เอาเงินไปใช้หาเสียง หาคะแนนนิยม ฉะนั้นต้องเน้นบทบาทให้พรรคการเมืองทำตามเจตนารมณ์ ค่อยๆ ทำจากข้างล่างขึ้นมาถึงข้างบน ต้องเปิดพื้นที่ทุกระดับ ทุกชุมชน จะต้องมีสภาประชาชนหรือเรียก "สภาพลเมือง" ก็ได้ ให้มันเป็นรูปธรรม

O ในฐานะที่เคยเป็นนายทหารระดับสูง (เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10) คิดว่าตอนนี้ คสช.ขับเคลื่อนประเทศเป็นอย่างไร?

คิดว่าอย่างแรกคือกำหนดประเด็นที่จะรับฟังประชาชนในการเดินหน้าปฏิรูป ที่กำหนดไว้ 11 ประเด็น ถือว่าดี แต่เวลารับฟังควรจะเปิดกว้างและลึกมากกว่านี้ คือต้องทำทั้งหมดในทุกมิติ ทุกสาขาอาชีพ อย่างที่สอง การจะสร้างกระบวนการปรองดองและปฏิรูป มันต้องมีวิธีการ มีกระบวนการที่ถูกต้อง จะทำแบบตามอำเภอใจไม่ได้ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการแสดงความคิดเห็น (สร้างพื้นที่ปลอดภัย)

อย่างที่สาม คือ ต้องทำอย่างต่อเนื่อง หยุดไม่ได้ ไม่ใช่ว่าจบแล้วการปรองดอง กอดกัน กินข้าวดูหนังกันจบแล้ว...มันไม่ใช่ จริงๆ แล้วการทำแค่นี้ผิวเผินมากเลย ต้องทำมากกว่านี้เป็นร้อยเท่า

อย่างสุดท้าย เมื่อไปสู่การปรับโครงสร้าง อย่าไปยึดติดกรอบเดิม ต้องบล้างกรอบเดิมๆ ออกจากสมองไป ต้องทำใหม่ เพราะว่าถ้าติดกรอบเดิมจะไม่มีทางหลุดพ้นปัญหาเดิมๆ ยกตัวอย่างคนที่เข้ามาสู่กระบวนการปฏิรูป ไม่ควรใช้คนเดิมที่เคยผ่านมา เพราะเท่าที่ดูมา 2 ครั้ง ตั้งแต่ปี 49 จนถึงครั้งนี้ด้วย ยังมีการใช้คนเดิมๆ เราจะเห็นว่าสังคมมันกระเพื่อม เช่น เรื่องพลังงานใช้คนเดิม ถูกต่อต้านทันทีจากทั้ง 2 ฝ่าย เพราะฉะนั้นถ้าจะปรับเปลี่ยน อย่าไปยึดติดคนเดิม