วงรับฟังความเห็นปฏิรูป คสช.ยังหนุนระบบสภาคู่ ให้ส.ส. มาจากการเลือกตั้ง ส.ว.มาทั้งจากการเลือกตั้งและสรรหา
วงรับฟังความเห็นปฏิรูป คสช.ยังหนุนระบบสภาคู่ ให้ส.ส. มาจากการเลือกตั้ง ส.ว.มาทั้งจากเลือกตั้งและสรรหา พร้อมเสนอสภาประชาชนร่วมกำหนดนโยบาย ยังเสียงแตก ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเมืองหรือไม่ แนะใช้ 1-2 หมื่นชื่อถอดนักการเมืองโกง หากหลักฐานประจักษ์ชัด แบนตลอดชีวิต พร้อมกำหนดเอกสิทธิคุ้มครองแค่คดี ประมาท - ลหุโทษ
พล.อ.สุรศักดิ์ กาญนรัตน์ ปลัดกระทรวงกลาโหม กล่าวว่าในฐานะประธานคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปของ คสช. ผลการจัดการสัมมนาและการรับฟังความเห็นเชิงลึกที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ค่อนข้างที่จะพอใจแต่ยังต้องการที่จะให้เปิดเวทีให้มีความหลากหลายมากขึ้น ซึ่งหลังจากนี้จนถึงการส่งรายงานให้ คสช. ในปลายเดือนกรกฎาคมนี้ ก็จะมีการจัดเวทีในรูปแบบการสัมมนาอีก 2-3ครั้ง ส่วนการฟังความเห็นเชิงลึกจากภาคต่างๆก็จะดำเนินการทุกวัน เบื้องต้นได้รับการติดต่อจากภาคส่วนต่างๆเช่นพระสงฆ์ เพื่อเข้ามาแสดงความคิดเห็นเรื่องการปฏิรูปประเทศ ส่วนภาคนักวิชาการในส่วนคนเสื้อแดง คณะทำงานพร้อมจะรับฟังแต่การรับฟังมีคนจำนวนมาก หากนักวิชาการกลุ่มนี้ต้องการแสดงความเห็นก็ขอให้ติดต่อมา และการกำหนะประเด็นจะไม่มีการสรุปข้อดีข้อเสีย แต่จะจัดกลุ่มไปให้ คสช. ดำเนินการ อย่างไรก็ตามหัวหน้า คสช. ส่งไปให้สภาปฏิรูปดำเนินการ สภาปฏิรูปจขะนำไปปฏิบัติโดยคำงถึงความจำเป็นเร่งด่วน เบื้องต้นสิ่งที่ประชาชนอยากให้ปฏิรูปเร่งดวนคือปฏิรูปการเมือง และปฏิรูปการคอร์รับชั่นตนเห็นว่าในทิศทางการปฏิรูปจะกำหนดให้ภาคส่วนเข้าไปมีส่วนร่วม
"เชื่อว่าการรับฟังความเห็นเท่าที่ทำมามีไม่มากพอ คณะทำงานจะทำหน้าที่ต่อไปแม้ว่าจะมีการตั้ง สนช. หรือ สภาปฏิรูปขึ้นมาแล้วเนื่องจากการทำหน้าที่ของ สภา สนช. หรือ สภาปฏิรูปหากอภิปรายประเด็นใด คณะทำงานก็จะรับฟังความเห็นควบคู่ไปด้วย" พล.อ.สุรศักดิ์กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าวันนี้การประชุมของ คสช.ได้พูดคุยถึงรัฐธรรมนูญชั่วคราวหรือไม่ ซึ่ง พล.อ.สุรศักดิ์ ได้ปฏิเสธว่าไม่ได้คุยเรื่องดังกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการสัมมนาเรื่องการปฏิรูปประเทศไทย เรื่องการเข้าสู่อำนาจและการตรวจสอบ ที่มีการรับฟังความเห็นเป็นแปดกลุ่มย่อย มีข้อสรุปในห้าประเด็นได้แก่ 1.รูปแบบของสภา ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับระบบสภาคู่คือมีทั้งสภา ส.ว. และ ส.ส. เพื่อตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างสองสภา นอกจากนั้นยังมีความเห็นอีกส่วนที่ต้องการให้มีสภาประชาชนหรือสภานโยบายที่มาจากตัวแทนของกลุ่มอาชีพต่างๆเพื่อเข้ามากำหนดนโยบายที่เป็นประโยชน ต่อภาคประชาชน โดยยกตัวอย่างจากกลุ่มเกษตรกรว่าหากได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดก็จะทำให้ปัญหาการวางนโยบายเรื่องข้าว ราคาผลผลิตจะไม่เป็นปัญหาเหมือนที่ผ่านมา
2.ส่วนจำนวนของ ส.ส. และ ส.ว. ที่เหมาะสม ในการระดมความเห็นจำนวนที่หลากหลาย โดยเบื้องต้น ต้องการจำนวน ส.ส. ส.ว. ที่สัมพันธ์กับตัวเลขประชากรของประเทศไทยเช่น 2-2.5 แสนคน ต่อ ส.ส. - ส.ว. หนึ่งคน
3 วิธีการได้มาซึ่ง ส.ส. และ ส.ว. ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการให้ ส.ส.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด แต่บางส่วนไม่เห็นด้วยระบบบัญชีรายชื่อเนื่องจากมองว่า ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อไม่ได้ลงพื้นที่หาเสียง และ ส่วนใหญ่ เป็นผู้สมัครที่เป็นกลุ่มผลประโยชน์ จึงทำให้ ส.ส. บัญชีรายชื่อมักจะใช้ตำแหน่งเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์มากกว่าทำประโยชน์เพื่อประชาชน
ส่วน ส.ว. บางกลุ่มเห็นว่าควรมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ตามสัดส่วนของ ประชากรและจำกัดตัวแทนวิชาชีพ ผู้ด้อยโอกาส กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้ทรงคุณวุฒิ อีกส่วนเห็นให้คงระบบเดิมคือมีทั้งเลือกตั้งและ สรรหา ส่วนเลือกตั้งก็ให้ใช้จังหวัดละหนึ่งคน ทั้งนี้ผู้ที่แสดงความเห็นแต่ละกลุ่มเป็นไปในทางเดียวกันว่าคนที่จะลงเลือกตั้งเป็น ส.ส. หรือ ส.ว. ควรกำหนดคุณสมบัติเช่นวุฒิการศึกษาอายุและความมีคุณธรรมและจริยธรรม และในส่วนของ ส.ส. ควรมีระบบคัดกรองคือให้พรรคการเมืองเป็นผู้คัดกรองบุคคลที่จะลงรับเลือกตั้ง
4. ว่าด้วยการสังกัดพรรคการเมือง โดยมีความเห็นในสองประเด็นคือหนึ่งควรให้สัวกัดพรรคการเมือง เพื่อให้พรรคเข้มแข็ง มีเสถียรภาพและมีระบบพรรคที่เข้ามาตรวจสอบนักการเมืองในสังกัด รวมถึงให้มีการสะท้อนแนวนโยบายที่ประชาชนเสนอต่อนักการเมือง และให้นักการเมืองนำเสนอพรรคเพื่อให้กำหนดนโยบายพัฒนาประเทศและประโยชน์ต่อส่วนรวม ส่วนผู้ที่เห็นว่า ส.ส. ไม่ควรสังกัดพรรคการเมือง เนื่องจากมีความกังวลว่าจะตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มนายทุน ขาดความเป็นอิสระและมุ่งสนองผลประโยชน์ที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคหยิบยื่นมาให้ ขณะที่ ส.ว. ทุกกลุ่มเห็นตรงกันว่าไม่ควรสังกัดพรรคการเมือง
5.เรื่องการตรวจสอบ และลงโทษ ส.ส. ส.ว. โดยเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าประชาชน 10,000 -20,000 ชื่อมีสิทธิในการถอดถอนนักการเมืองที่ทุจริตคดโกงได้ และให้ใช้กระบวนการตรวจสอบในสภา และหากได้ผลที่ไม่น่าพอใจต้องให้สิทธิประชาชนในการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ส่วนการลงโทษนักการเมืองที่ทุจริตหากมีผลที่ประจักษ์ชัดควรใช้บทลงโทษคือการตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต ในส่วนของเอกสิทธิคุ้มครองควรจำกัดเฉพาะกรณีที่ถูกฟ้องร้องคดีลหุโทษกับประมาทเท่านั้น หากเกินกว่านี้ก็ห้ามไม่ใช้เอกสิทธิ
ทั้งนี้ผู้แสดงความเห็นยังเห็นควรให้สร้างความเข้มแข็งของ ส.ส. ส.ว. ด้านจริยธรรม โดยให้มีสถาบันฝึกนักการเมือง ที่มีจิตสำนักรับใช้ประเทศและประชาชน นอกจากประเด็นดังกล่าวยังมีข้อเสนออื่นเช่น ควรกำหนดให้รัฐมนตรีและนายกฯมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน เนื่องจากหากมาจากการเลือกตั้งก็จะเป็นเอกเทศจากสภาที่มาจากพรรคการเมือง





